วันพุธที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2553

โรคไต ไตวายเรื้อรังป้องกันได้

ไตสำคัญกับร่างกายอย่างไร ธนนท์ ศุข
"ไต" มีรูปร่างคล้ายเมล็ดถั่ว ขนาดเท่ากำปั้นคนปกติ มี ๒ ข้าง อยู่ด้านหลังช่องท้องข้างละ ๑ อัน ไตทำหน้าที่เกี่ยวกับการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย ผ่านทางปัสสาวะ รักษาสมดุลของน้ำ เกลือแร่ และสมดุลกรด-ด่างในร่างกาย สร้างฮอร์โมน เช่น ฮอร์โมนที่ช่วยควบคุมสมดุล แคลเซียม และฟอสเฟต (คือ วิตามินดี นั่นเอง) และฮอร์โมนกระตุ้นไขกระดูกให้สร้างเม็ดเลือดแดงไตเสื่อมตามธรรมชาติเป็นอย่างไรปกติไตของเราจะเริ่มถดถอย เสื่อมตามธรรมชาติได้ร้อยละ ๑ ต่อปี นับตั้งแต่อายุ ๓๕ ปีเป็นต้นไป ถือว่าเป็นโรคหรือไม่ ตอบว่าไม่เป็นโรค แต่เป็นการเสื่อมตามวัย

ไตเสื่อมตามธรรมชาติเป็นอย่างไร
ปกติไตของเราจะเริ่มถดถอย เสื่อมตามธรรมชาติได้ร้อยละ ๑ ต่อปี นับตั้งแต่อายุ ๓๕ ปีเป็นต้นไป ถือว่าเป็นโรคหรือไม่ ตอบว่าไม่เป็นโรค แต่เป็นการเสื่อมตามวัยเวลามองโรคไตเสื่อมไม่ได้หมายความว่า ไตทั้งอันเสื่อม แต่หน่วยเล็กๆบางส่วนเริ่มเสื่อม บางส่วนอาจจะเสื่อมนิดหน่อย บางส่วนเสื่อมสภาพไปเลย แต่ว่าสภาพการทำงานของไต ทั้งหมดยังพอใช้ได้ ปกติคนอายุ ๘๐ ปี สภาพการทำงานของไตจะลดลงเหลือประมาณครึ่งหนึ่ง รวมทั้งอวัยวะอื่นๆก็เสื่อมไปตามวัยด้วยเช่นกัน การเสื่อมของไต ไม่ใช่เสื่อมเพียงข้างเดียว และมีอีกข้างหนึ่งดี แต่จะเสื่อมไปพร้อมๆกันทั้ง ๒ ข้าง คนเรามีไตอยู่ ๒ ข้าง ถ้าไตบกพร่องไป หรือถูกตัดไปข้างหนึ่ง ไตข้างที่เหลือ ยังพอทำหน้าที่แทนได้ ต่อเมื่อไตเสียไป ๒ ข้าง แล้วจึงมีอาการของโรคไตวายเรื้อรังตามมา

โรคไตเรื้อรังมีสาเหตุหลักๆมาจากอะไร
กลุ่มคนที่เสี่ยงที่มีโอกาสเกิดโรคไตเสื่อมหรือไตวายเรื้อรัง ได้แก่
๑. ผู้ที่เป็นโรคไตเรื้อรัง เช่น
- โรคติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะซ้ำซาก
- โรคนิ่วในไตและทางเดินปัสสาวะ
- โรคไตเป็นถุงน้ำซึ่งสามารถถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์
- โรคไตอื่นๆ
๒. ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเรื้อรังที่มีผลกระทบต่อการทำงานของไต เช่น
- โรคเบาหวาน
- โรคความดันสูง
- โรคเกาต์
- โรค เอส แอล อี (SLE)
๓. ผู้ที่กินยาบางชนิด (เช่น เฟนาซิติน เฟนิลบิวทาโซน ลิเทียมไซโคสปอรีน)หรือได้รับการสัมผัสสารเคมีบางชนิด (เช่น สารตะกั่ว แคดเมียม) ติดต่อกันเป็นเวลานาน
๔. ผู้ที่มีอายุมากกว่า ๖๐ ปี เพราะไตเสื่อมสภาพลงตามอายุ

โรคใดเป็นสาเหตุหลักที่โดดเด่นมาก
สาเหตุหลักของโรคไตวาย คือ เบาหวาน และความดันเลือดสูง โรคความดันเลือดสูง พบได้ ร้อยละ ๕ - ๑๐ (โอกาสเกิดโรคจะสูงขึ้นตามอายุ คือ ตั้งแต่ ๓๕ ปีขึ้นไป) ถ้าคำนวณจากคนไทย ๖๐ ล้านคน จะมีผู้ป่วยความดันสูง ๓-๖ ล้านคน ผู้ป่วยความดันสูง ร้อยละ ๑๐ จะมีโรคไตวายแทรกซ้อน คือ ๓๐๐,๐๐๐-๖๐๐,๐๐๐ คนโรคเบาหวาน พบได้ร้อยละ ๔ ถ้าคำนวณจากคนไทย ๖๐ ล้านคน จะมีผูป่วยเบาหวานทั้งสิ้น ๒.๔ ล้านคน ผู้ป่วยเบาหวานร้อยละ ๓๐ จะมีโรคไตเรื้อรังแทรกซ้อน คือ ๗๒๐,๐๐๐ คน ดังนั้นเมื่อรวมตัวเลข คาดว่าจะมีผู้ที่เป็นโรคไตวายจากทั้ง ๒ โรคนี้ สูงถึง ๑ ล้านคน มีข้อเท็จจริงประการหนึ่ง คือ โอกาสที่คนไทยจะเป็นโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายนั้น สูงถึง ๑,๐๐๐ คน ต่อประชากร ๑ ล้านคน โดยเฉพาะคนที่มีอายุมากกว่า ๕๐ ปี และมีโรคประจำตัว อยู่ในกลุ่มเสี่ยงเรียกได้ว่า โรคไตเรื้อรังใกล้ชิดกับคนไทยมาก
อยู่กับโรคไตให้ปลอดภัย
หลังจากได้รับการวินิจฉัยแล้วว่าเป็นโรคไตเรื้อรัง ผู้ป่วยแต่ละรายจะมีอัตราการเสื่อมหน้าที่ของไตแตกต่างกันไป บางรายการเสื่อมของไตเกิดขึ้นอย่างช้าๆนานหลายปีบางรายอาจมีการเสื่อมของไตอย่างรวดเร็วจนต้องเข้ารับการรักษาโดยการบำบัดทดแทนไตในเวลาน้อยกว่า ๑ ปี ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การดำเนินของโรคไตเรื้อรังเลวร้าย ได้แก่
๑. ชนิดของไตที่เป็นสาเหตุ
นับว่าเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งของการดำเนินโรคของไตเรื้อรัง เพราะโรคไตเรื้อรังบางอย่างอาจมีการดำเนินของโรคอย่างช้าๆ เช่น โรคไตที่เกิดจากถุงน้ำในไตหรือโรคเนื้อเยื่อไตและหลอดไตฝอยอักเสบเรื้อรัง ในทางตรงกันข้าม โรคไตเรื้อรังบางชนิดทำให้การทำงานของไตเสื่อมไปอย่างรวดเร็ว เช่น โรคไตที่เกิดจากโรคหลอดเลือดฝอยไตอักเสบเรื้อรัง โรคไตจากเบาหวาน เป็นต้น
๒. ความดันเลือดสูงภาวะความดันสูง เป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ไตเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็ว การควบคุมความดันเลือดในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังจึงสำคัญที่สุดที่จะช่วยชะลอการเสื่อมของไตความดันเลือดควรอยู่ในระดับประมาณ ๑๑๐-๑๒๕/๗๐-๗๕ มม.ปรอท นอกจากนี้ การกินยาลดความดันเลือดบางชนิดอาจช่วยชะลอการเสื่อมของไตได้ดี ดังนั้นการกินยาลดความดันเลือดอย่างสม่ำเสมอจึงมีความสำคัญต่อการชะลอความเสื่อมของไตเรื้อรังได้
๓. ระดับโปรตีนในปัสสาวะ ปัจจุบันพบว่า การปล่อยให้ระดับโปรตีนในปัสสาวะสูงเป็นเวลานานๆ เป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ไตเสื่อมหน้าที่เร็วกว่าที่ควร ยิ่งมีโปรตีนรั่วทางปัสสาวะมาก ไตยิ่งเสื่อมเร็วขึ้น
๔. การกินอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น เนื้อสัตว์ ถั่ว เป็นต้น ในปริมาณมากต่อวัน เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ไตเสื่อมลงได้เร็ว แต่ในทางกลับกัน การได้กินอาหารโปรตีนต่ำเกินไป อาจทำให้ผู้ป่วยไตเรื้อรังขาดอาหารได้ และร่างกายอยู่ในสภาพขาดอาหาร โดยทั่วไป ผู้ป่วยมีแนวโน้มที่จะกินสารอาหารโปรตีนเกินเกณฑ์ขั้นต่ำอยู่แล้ว (มีแต่จะมากเกิน การจำกัดจนถึงระดับขาดสารอาหารหมักไม่เกิดขึ้น)
๕. การกินยา ยาที่แพทย์สั่งให้ผู้ป่วยไตเรื้อรังมีหลายชนิด บางชนิดช่วยให้ไตเสื่อมช้าลง ผู้ป่วยควรกินตามแพทย์สั่งสม่ำเสมอ ควรหลีกเลี่ยงการซื้อยามากินเอง เพราะมียาอีกหลายชนิดที่อาจทำให้การทำงานของไตเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนกินยาใหม่
๖. การปฏิบัติตัวของผู้ป่วยนอกจากการรักษาโรคที่เป็นสาเหตุของไตเรื้อรัง การกินยาและอาหารที่เหมาะสมแล้ว การงดสูบบุหรี่ก็เป็นสิ่งสำคัญอีกประการหนึ่ง พบว่า ผู้ป่วยไตเรื้อรังที่สูบบุหรี่มีการเสื่อมของไตเร็วกว่าผู้ป่วยไตเรื้อรังที่ไม่สูบบุหรี่ นอกจากนั้น การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การมีสุขภาพจิตที่ดีถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลดีต่อสุขภาพ

การรักษาโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย
ผู้ป่วยสามารถเลือกวิธีการรักษาด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งตามความต้องการและเหมาะสม ผู้ป่วยที่อายุน้อยและไม่มีโรคอื่นร่วมด้วยจะรักษาด้วยวิธีใดก็ได้ผลดีทั้งสิ้น ผู้ป่วยสูงอายุ ผู้ที่เป็นโรคหัวใจหรือผู้ที่หลอดเลือดแข็งตัวและตีบตัน เช่น จากโรคเบาหวาน หรือโรคความดันเลือดสูง เป็นต้น ควรรักษาด้วยวิธีการขจัดของเสียทางช่องท้องอย่างต่อเนื่องจะดีกว่าการฟอกเลือด แต่จะต้องพิจารณาเป็นรายๆ การจะเลือกใช้วิธีใดนั้น แพทย์จะแนะนำวิธีที่เหมาะสม โดยพิจารณาจากอายุ โรคพื้นฐาน ลักษณะหลอดเลือด บุคลิก และสภาพจิตใจ
๑. การรักษาด้วยยา และการควบคุมอาหารและน้ำหากจำกัดอาหารโปรตีนตั้งแต่ระยะต้นๆ จะช่วยชะลอความเสื่อมของไตได้ด้วย แต่เมื่อผู้ป่วยมีการดำเนินของโรคไตมาถึงระยะท้ายของโรค วิธีนี้จะไม่ได้ผล แต่อาจทำให้อาการต่างๆของดรคน้อยลง หรือบางครั้งอาการอาจหายไประยะหนึ่งได้
๒. การขจัดของเสียทางช่องท้องอย่างต่อเนื่องเป็นวิธีการรักษาโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายวิธีหนึ่ง หลังจากได้รับการฝึกสอนจากแพทย์และพยาบาลเป็นเวลา ๑-๔ สัปดาห์แล้วผู้ป่วยสามารถกลับไปทำได้เองที่บ้าน ค่าใช้จ่ายในการขจัดของเสียทางช่องท้อง(รวมค่าน้ำยา) วันละประมาณ ๑,๐๐๐ บาท ทำทุกวันไปตลอด ในขณะที่ได้รับการรักษาผู้ป่วยสามารถทำงานและปฏิบัติภารกิจได้ปกติ
๓. การฟอกเลือด (การทำไตเทียม)การฟอกเลือดเป็นการบำบัดรักษาทดแทนการทำงานของไตในผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้ผลดีอีกวิธีหนึ่ง และเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย ผู้ป่วยจะได้รับการฟอกเลือดสัปดาห์ละ ๒ ครั้ง เฉลี่ยเดือนละ ๙ ครั้ง ค่าใช้จ่ายสำหรับการฟอกเลือด เฉลี่ยครั้งละประมาณ ๒,๐๐๐-๒,๕๐๐ บาท ผู้ป่วยและญาติควรมีทุนสำรองหมุนเวียนใช้จ่ายประมาณเดือนละ ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ บาท
๔. การปลูกถ่ายไตการปลูกถ่ายไต หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า การเปลี่ยนไต เป็นวิธีการรักษาโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ที่ได้ผลดีที่สุดในปัจจุบัน ผู้ป่วยจะมีคุณภาพชีวิตใกล้เคียงปกติเพียงแต่ต้องกินยา การรักษาด้วยวิธีนี้มีความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงของยากดภูมิคุ้มกันที่ใช้ควบคุมไม่ให้ร่างกายต่อต้านไตใหม่ที่ปลูกถ่าย และผลของการรักษาขึ้นกับสภาพร่างกายของผู้ป่วยก่อนได้รับการปลูกถ่ายไตด้วย การตรวจร่างกายอย่างละเอียด การคัดเลือกผู้ป่วยที่เหมาะสม การเตรียมผู้ป่วยให้พร้อมทั้งร่างกายและจิตใจมีความสำคัญยิ่ง ปัจจุบันมีคนไทยที่ป่วยเป็นโรคไตวายเรื้อรังรอรับการปลูกถ่ายไตมากกว่า ๑,๐๐๐ ราย แต่ได้รับการปลูกถ่ายไตเพียงปีละ ๑๐๐ รายต่อปีเท่านั้น หรือประมาณร้อยละ ๑๐ ทุกปีจะมีผู้ป่วยไตเรื้อรังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในจำนวนผู้ป่วย ๑,๐๐๐ รายที่รอการปลูกถ่ายไต กว่าจะได้รับการปลูกถ่ายไตหมดต้องใช้เวลาประมาณ ๑๐ ปี

การป้องกันโรคไตเรื้อรัง
นอกจากการวัดค่า"แรงม้าของไต"แล้วสิ่งที่ควรปฏิบัติ มีดังนี้
๑. ตรวจเช็กดูว่า เป็นความดันเลือดสูง เบาหวาน และโรคเกาต์ หรือไม่ ถ้าเป็นจะต้องรักษาอย่างจริงจังและต่อเนื่องจนสามารถควบคุมระดับความดันเลือด ระดับน้ำตาลและกรดยูริกในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
๒. เมื่อเป็นโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (เช่น กระเพาะปัสสาวะอักเสบ กรวยไตอักเสบ)หรือมีภาวะอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ (เช่น นิ่ว ต่อมลูกหมากโต) จะต้องทำการรักษาให้หายขาด
๓. ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาที่อาจมีพิษต่อไต และระมัดระวังการใช้ยาในผู้ป่วยที่มีเลือดไปเลี้ยงไตไม่ดี (หัวใจวาย หลอดเลือดแดงไตตีบ เป็นต้น) ในกรณีผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคความดันเลือดสูง เราควรมองว่าโรคสมอง โรคหัวใจ และโรคไต ที่เกิดจากโรคทั้ง ๒ ดังกล่าว เป็นเรื่องเดียวกัน คือ เป็นเรื่องความเสื่อมของหลอดเลือดแดงทั่วร่างกาย ทำให้อวัยวะต่างๆขาดเลือดไปเลี้ยง เพียงแต่สมองและหัวใจถูกกระทบก่อน เพราะเป็นอวัยวะสั่งการ ส่วนไตเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่ขับของเสียจึงปรากฎอาการในระยะหลังเมื่อโรคไตเป็นมากแล้วดังนั้นผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน และความดันเลือดสูงทุกคนจำเป็นจะต้องรับการตรวจ การทำหน้าที่ของไตเป็นระยะๆ ด้วยการตรวจเลือดและปัสสาวะ หากพบว่าเริ่มมีการเสื่อมของไตระยะแรกเริ่ม (ก่อนมีอาการ) จะได้หาทางขจัดปัดเป่าให้ดีขึ้นได้ อย่าประมาท ปล่อยจนมีอาการแสดงชัดเจน ก็อาจสายเกินแก้ได้
ดังนั้นผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน และความดันเลือดสูงทุกคนจำเป็นจะต้องรับการตรวจ การทำหน้าที่ของไตเป็นระยะๆ ด้วยการตรวจเลือดและปัสสาวะ หากพบว่าเริ่มมีการเสื่อมของไตระยะแรกเริ่ม (ก่อนมีอาการ) จะได้หาทางขจัดปัดเป่าให้ดีขึ้นได้ อย่าประมาท ปล่อยจนมีอาการแสดงชัดเจน ก็อาจสายเกินแก้ได้

วันจันทร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2553

โรคหัวใจ 5

สรุปแล้วการวิ่งช่วยให้ใช้ชีวิตอย่างพอดี ๆ ซึ่งไปลดอัตราเสี่ยงต่อโรคหัวใจลงมาหลาย ๆอย่าง จึงไม่อาจกล่าวได้เต็มปากว่า ที่โรคหัวใจลดลง เป็นเพราะการออกกำลังกายเพียงอย่างเดียว
พูดถึงตรงนี้ อยากทำความเข้าใจว่า ที่พูดมาทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลของการศึกษาเป็นกลุ่ม แน่นอนที่ว่าจะเอามาใช้กับทุกคนไม่ได้เช่น ว่าเราอาจวิ่งไม่น้อยไปกว่าคนอื่น แต่ทำไมจึงเกิดเป็นโรคหัวใจ หรือบางคนวิ่งเท่าไหร่อาจลดบุหรี่ลงไม่ได้สักตัวเดียวหรือน้ำหนักตัวมีแต่จะเพิ่มขึ้น เป็นต้น เราแต่ละคนเป็นอย่างที่หมอชีแฮนบอกว่า “ มีความเป็นเอกภาพของตัวเอง” เราคงต้องพลิกแพลงไปเพื่อให้อะไรๆมันลงตัวสำหรับเรา

สำหรับคนทั่วๆ ไปแล้ว ไม่ควรกลัวเรื่องโฆเลสเตอรอลสูงจนเกินไป เพราะข้อเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคหัวใจนั้นมีหลายอย่าง ดังกล่าวมาแล้ว การกลัวจนทำให้เกิดความวิตกกังวลก็จะทำให้เกิดความทุกข์ เกิดความเครียด จะทำให้ชีวิตไม่เป็นสุข ฉะนั้น ควรจะทำให้จิตใจผ่องใส กินอาหารให้เหมาะสมครบทุกประเภท นับตั้งแต่อาหารพวกข้าว, เนื้อสัตว์, ไข่, ถั่วต่างๆ, ผัก และผลไม้ และให้มีการออกกำลังกายโดยสม่ำเสมอ
สำหรับเรื่องของไข่นั้น ก็ควรจะส่งเสริมและบริโภคกันต่อไป เพราะเป็นอาหารที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง ควรจะสนับสนุนให้ผลิตมากพอจนราคาถูก พอที่จะให้คนทุกระดับซื้อกินได้
ความสำคัญของไข่ต่อทารกและเด็กนั้นมีมาก มีการแนะนำให้เลี้ยงเด็กอ่อน ด้วยข้าวบดไข่แดง ตั้งแต่อายุ 4 เดือน เพราะถือว่า ไข่แดงมีวิตามิน, แร่ธาตุต่างๆ ที่จำเป็นในการเติบโตของเด็ก และเมื่อเด็กโตขึ้น ก็อาจจะให้กินไข่วันละฟองได้ พอเป็นผู้ใหญ่ไข่ก็ยังมีความสำคัญกับชีวิตประจำวัน ก็อาจใช้ไข่ทำเป็นอาหารประเภทต่างๆ ได้
คนที่ชอบกินไข่มากจนเกินไป เช่น กินวันละ 3-4 ฟองนั้น ก็อาจถือว่ามากไปหน่อย เพราะหลักทางโภชนาการนั้น ควรจะต้องกินอาหารหมุนเวียนไป เช่น อาจเปลี่ยนจากไข่เป็นเนื้อสัตว์, ถั่วต่างๆ, ตับ เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตาม ก็ยังอาจจะกินไข่ได้วันละฟอง
ในบางรายที่มีปัญหาเรื่องโฆเลสเตอรอลสูงในเลือดนั้น ไข่ก็ยังมีความสำคัญในชีวิต อาจจะกินไข่ทั้งฟองได้อาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง แต่สำหรับไข่ขาวนั้นอาจกินได้ทุกวัน โดยแยกไข่แดงให้เด็กกิน

ความดันสูง ความดันต่ำ
คนที่มีความดันโลหิตสูงอาจไม่มีอาการป่วยให้เห็น แต่ถ้าแสดงอาการ แสดงว่าผลของความดันสูงนั้นกระทบต่อหัวใจและหลอดเลือด เช่น หัวใจโต บีบตัวไม่ปกติ หัวใจล้มเหลว มีอาการเหนื่อยง่าย หายใจลำบาก ส่วนปัญหาต่อหลอดเลือด เช่น ตามัว ไตเสื่อม กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด เป็นต้น-การวัดความดันโลหิตเพื่อพิสูจน์ว่าเป็นความดันโลหิตสูงหรือไม่นั้นสำคัญมาก เพราะถ้าไม่สูงจริงแล้วไปกินยาลดก็จะเกิดอันตราย และต้องเข้าใจก่อนว่า ความดันโลหิตของคนปกติจะมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงได้ในช่วงหนึ่ง การแกว่งตัวของค่าความดันนี้จะมากขึ้นเมื่อเกิดความไม่ปกติ เช่น ความเจ็บปวด ตื่นเต้น ตกใจ เครียด กังวล เป็นต้น
การวัดความดันโลหิตเพื่อดูว่ามีความดันสูงจริงหรือไม่ ต้องวัดหลายๆ ครั้งหลังจากที่นั่งพักและผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจแล้ว และนำค่าทั้งหมดมาพิจารณาดูการแกว่งตัว หากค่าที่วัดได้ส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ปกติก็ยังไม่ต้องไปใช้ยา ในบางกรณีหมออาจต้องพิจารณาจากสภาพร่างกายหรือความเจ็บป่วยอื่นประกอบด้วย ไม่ใช่ดูแค่ตัวเลขเท่านั้น

สำหรับเรื่องของความดันโลหิตต่ำนั้น พบว่าเข้าใจผิดกันบ่อยและต้องอธิบายกันยาว เพราะความดันต่ำนั้นไม่ใช่โรค แต่เป็นความผิดปกติของแรงดันโลหิตที่ค่าต่ำกว่าปกติ ซึ่งมักจะพบในผู้ป่วยที่มีอาการหนัก เช่น บาดเจ็บรุนแรงจนเสียเลือดมาก เสียน้ำและเกลือแร่มาก โลหิตเป็นพิษ หัวใจล้มเหลว หรือระบบประสาทอัตโนมัติผิดปกติ เป็นต้น
บางกรณีก็พบในคนที่ป่วยเป็นความดันโลหิตสูงแล้วได้รับยาลดความดันโลหิต จนทำให้ความดันลดต่ำลง ซึ่งอาจมีอาการหน้ามืดหรือเป็นลมเมื่อเปลี่ยนท่าเป็นนั่งหรือยืน แต่ก็จะมีอาการอยู่เพียงชั่วครู่เท่านั้น

การรักษาความดันโลหิตต่ำจริงๆ นั้น จะใช้ยาเพิ่มความดันชนิดฉีดในกรณีฉุกเฉินและทำในโรงพยาบาล ดังนั้นคนไข้ที่ไปซื้อยาเพิ่มความดันมากิน อาจเป็นเหยื่อของการโฆษณาสรรพคุณยาที่เกินจริง
มีหลายคนไปหาหมอบ่อยๆ ด้วยอาการหน้ามืดตาลาย เวียนหัว มึนหัว ซึ่งเข้าข่ายอาการผิดปกติเล็กน้อยของระบบประสาททรงตัวประกอบกับความวิตกกังวล-ถ้าไปเจอหมอบางคนที่ขี้เกียจอธิบายมาก อาจจะบอกว่าเป็น "โรคความดันต่ำ" หรือที่หนักไปกว่านั้นคือบอกว่า "เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ" ทั้งๆ ที่ไม่มีหลักฐานมาสนับสนุน
คนไข้บางคนยังดูแข็งแรง อยู่ในวัยหนุ่มสาว เอะอะอะไรก็ "เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ" เสียแล้ว ถ้าเป็นคนแก่ก็ว่าไปอย่าง แต่ถึงแม้เป็นคนแก่ ก็ต้องมีเหตุผลสนับสนุนและบ่งว่าสมองผิดปกติ เช่น พูดไม่ชัด เห็นภาพซ้อน กลืนลำบาก ชา ชัก หรือเป็นอัมพาต ไม่ใช่แค่อาการ มึนงง เวียนศีรษะ ก็หาว่าความดันต่ำหรือเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ อย่างนี้ผู้เขียนเคยใช้คำว่า "โรคมั่ว" มาแล้ว
การพิจารณาค่าความดันโลหิตและการรักษานั้น ควรดูหลายอย่างประกอบกัน เช่นสภาพร่างกายและจิตใจ การวัดหลายๆ ครั้งในสภาวะที่ผ่อนคลาย รวมทั้งพิจารณาอาการพื้นฐานของร่างกายและความเจ็บป่วยประกอบกับตัวเลข ส่วนคนไข้ก็อย่าวิตกกังวลจนเกินเหตุ ควรพิสูจน์ให้แน่นอนโดยมีเหตุผลสนับสนุนอย่างเพียงพอว่าเป็นความดันสูงหรือความดันต่ำจริงๆ

โรคหัวใจ 4

7.โรคหัวใจจากแรงดันเลือดสูง และโรคความดันเลือดสูง

เป็นโรคที่เกิดจากความดันเลือดสูง

⇒ มันเกิดขึ้นได้อย่างไร :อันที่จริงแล้ว โรคนี้ไม่ได้พิการที่ตัวหัวใจเองโดยตรง แต่เป็นการพิการที่หลอดเลือดแดงทั่วร่างกายจากสาเหตุต่าง ๆ กัน ผนังของหลอดเลือดแดงทั่วร่างกายที่เคยยืดหยุ่นง่าย จะค่อย ๆ แข็งกระด้างขึ้นตามอายุ ที่เราเรียกว่าภาวะหลอดเลือดแข็ง นอกจากภาวะหลอดเลือดแข็งที่เกิดขึ้นจากการเสื่อมตามธรรมชาติ (ตามอายุขัย) แล้วยังมีสาเหตุอื่น ๆ ที่ไปช่วยให้เกิดภาวะหลอดเลือดแข็งได้ง่ายและเร็วขึ้น ดังตัวอย่างที่ได้กล่าวในข้อ 5 เรื่องโรคหัวใจขาดเลือดนอกจากนั้น แรงดันเลือดสูง ๆ ไม่วาจะจากสาเหตุใดก็ตามเช่น โรคไต เนื้องอกที่ต่อมหมวกไต การตั้งครรภ์เป็นพิษ ก็จะทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดแข็งได้ นอกจากแรงดันเลือดสูงจะทำให้เกิดอาการทางระบบหัวใจแล้ว ยังอาจจะทำให้เกิดอาการทางสมองและทางไตอีกด้วยเช่น เส้นเลือดในสมองแตกหรือตัน หรือไตพิการได้

⇔ อาการที่เราควรรู้

-ความดันเลือดสูง อาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ ตามัว หรือไม่มีอาการก็ได้ เมื่อแรงดันเลือดสูงขึ้น หัวใจจะต้องทำงานมากขึ้น ทำให้หัวใจโต เมื่อหัวใจโตและต้องงานหนักขึ้น หัวใจก็จะได้รับเลือดและอาหารไปเลี้ยงไม่เพียงพอและสมรรถภาพในการทำงานจะเสื่อมลง ในที่สุดก็จะเกิดภาวะหัวใจล้ม เหนื่อยง่าย หอบ บวม (ดูหัวข้อ 3 ภาวะหัวใจล้ม) ถ้าแรงดันเลือดสูงมากหรือสูงอยู่นาน อาจทำให้หลอดเลือดในสมองแตก ตีบ หรือตัน ทำให้เป็นอัมพาต และอาจทำให้ไตพิการได้

⇒ แล้วเราจะป้องกันรักษากันอย่างไร
การป้องกันคือ การระวังอย่าให้อ้วน การอย่ากินของเค็ม การออกกำลังเป็นประจำ การทำจิตใจสงบ
การรักษาคือ การลดแรงดันเลือดให้ต่ำลง ถ้ามีภาวะหัวใจล้มร่วมด้วย ก็อาจจะต้องใช้ยากระตุ้นหัวใจ ยาขับปัสสาวะ และยาอื่น ๆ เข้าช่วยการปฏิบัติรักษาตัวเองในโรคหัวใจแบบนี้ คล้ายคลึงกับวิธีรักษาโรคหัวใจขาดเลือด

8.โรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบหรือพิการ
เป็นโรคที่เกิดขึ้นเนื่องจากมีการอักเสบหรือการเสื่อมพิการของกล้ามเนื้อหัวใจ
⇒ มันเกิดขึ้นได้อย่างไร
:-โรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบเกิดขึ้นจากเชื้อโรคหรือพิษของเชื้อโรค เกิดจากสารพิษในอาหารและเครื่องดื่ม เกิดจากยาบางชนิด เกิดจากการแพ้ยาหรือสารบางอย่าง และในบางครั้งก็เกิดขึ้นโดยเราไม่ทราบสาเหตุ ส่วนโรคกล้ามเนื้อหัวใจพิการนั้น มีสาเหตุที่สำคัญ ๆ เช่น การขาดวิตามินบีหนึ่ง การดื่มสุราเรื้อรัง การดื่มเบียร์บางชนิดที่มีสารเป็นพิษเจือปนเป็นต้น แต่โรคกล้ามเนื้อหัวใจพิการที่เรายังไม่ทราบสาเหตุก็ยังมีอยู่อีกมาก
⇒ อาการที่เราควรรู้
:-อาการของโรคหัวใจทั้ง ชนิดนี้ มักจะเป็นอาการของภาวะหัวใจล้ม แต่อาจมีอาการอื่น ๆ ซึ่งเป็นอาการของสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคหัวใจทั้ง 2 ประเภทนี้เช่น
-ถ้าเกิดจากเชื้อโรค ก็มักจะมีอาการไข้ มีแผล มีหนอง หรือมีอักเสบตรงส่วนที่เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย
-ถ้าเกิดจากพิษหรือยา ก็มักจะมีอาการเป็นพิษอื่นๆร่วมด้วย -ถ้าเกิดจากอาการแพ้ ก็มักจะมีผื่น มีการผิดปกติในเม็ดเลือดและอื่น ๆ ร่วมด้วย
⇒ แล้วจะปัองกันรักษาอย่างไร :
การป้องกันการหลีกเลี่ยงสาเหตุต่าง ๆ เท่าที่จะหลีกได้ เช่น หลีกเลี่ยงการติดเชื้อโรค อย่าใช้หรือกินยาและสารเป็นพิษ รวมทั้งสุราและเบียร์ กินอาหรที่มีวิตามินบีหนึ่งสูง เช่น ข้าวซ้อมมือ เนื้อสัตว์ เป็นต้น
-ส่วนการรักษา คือ การรักษาอาการของภาวะหัวใจล้ม ดังได้กล่าวแล้วในหัวข้อ 3 ภาวะหัวใจล้ม
-โรคหัวใจทั้งสองชนิดนี้ จะต้องหาสาเหตุและกำจัดสาเหตุโรคจึงจะหายขาด อย่างไรก็ตามแม้จะไม่ทราบสาเหตุ การใช้ยาบรรเทาการอักเสบและเพื่อช่วยกำลังของกล้ามเนื้อหัวใจ ก็จะช่วยให้โรคนี้บรรเทาลงได้มาก ๆ

9.โรคเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบหรือเป็นหนอง หรือมีน้ำในช่องเยื่อหุ้มหัวใจ
เป็นโรคหัวใจที่เกิดจากเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ แล้วทำให้เกิดน้ำหนอง หรือเลือดในช่องเยื่อหุ้มหัวใจ
-มันเกิดขึ้นได้อย่างไร :
-โรคหัวใจชนิดนี้ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อ จะเป็นเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส เชื้อพยาธิ หรือเชื้อราก็ตามส่วนน้อยเกิดจากของเสียบางอย่างคั่ง เช่น ในภาวะไตพิการเกิดจากมะเร็งที่แพร่กระจายมาที่หัวใจหรืออื่น ๆ
-อาการที่เราควรรู้จัก :-ผู้ที่เป็นโรคนี้ อาจมีอาการเจ็บหรือแน่นในหน้าอกได้มาก ๆ และมักจะมีอาการไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร และอาการอื่น ๆ ตามสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคนี้
-ถ้าเกิดน้ำหรือหนองขึ้นในช่องเยื่อหุ้มหัวใจมาก ๆ น้ำหรือหนองเหล่านี้ก็ไปกดหัวใจ ทำให้หัวใจทำงานไม่ได้ เกิดภาวะหัวใจล้ม มีอาการเหนื่อย หอบ บวม (ดูหัวข้อ 3 เรื่องภาวะหัวใจล้ม)แล้วจะป้องกันรักษากันอย่างไร

-การป้องกันคือ การกำจัดสาเหตุ และบรรเทาการบีบรัดหัวใจจากน้ำหรือหนองในช่องเยื่อหุ้มหัวใจ ทั้งนี้โดยใช้ยาฆ่าเชื้อหรือยาอื่น ๆ ที่เหมาะสม ถ้ามีน้ำหรือหนองอยู่มากพอจะเจาะออกได้ก็จำเป็นที่จะต้องเจาะออก หรือถ้าเจาะไม่ได้ ก็จำเป็นที่จะต้องผ่าตัดเอาน้ำหนอง หรือเยื่อหุ้มหัวใจออกเพื่อไม่ให้หัวใจถูกบีบรัดได้ ผู้ที่เป็นโรคนี้ จึงต้องไปหาหมอและขอรับการรับการรักษาเฉพาะตัว

10.โรคหัวใจชรา
อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายของเรา เมื่อเกิดแล้วจะเจริญเติบโตรับใช้เราอยู่ชั่วระยะหนึ่ง หลังจากนั้นการเจริญเติบโตก็ยุติ อวัยวะต่าง ๆ เหล่านั้นก็แก่ตัว และปรับตัวให้เหมาะสมต่อกันและกันและต่อสิ่งแวดล้อม หัวใจของเราก็เช่นเดียวกัน หัวใจของเราเริ่มทำงานตั้งแต่เราอยู่ในครรภ์ของมารดา มีการเจริญเติบโตและเปลี่ยนแปลงตั้งแต่แรกจนกระทั่งเราเกิดและเข้าสู่วัยหนุ่มสาว หลังจากนั้นหัวใจของเราจะเริ่มแก่ตัว เพื่อปรับตัวให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายและสิ่งแวดล้อม ถัดจากระยะนี้หัวใจของเราจะชราลง ถ้าเรามองดูและจับต้องผิวหนังของเด็กอ่อน เด็กโต หนุ่มสาว และคนสูงอายุ เราจะได้เห็นการเจริญเติบโต การแก่ตัว และการชราลงของผิวหนัง จากผิวที่เคยละเอียดอ่อนและหอมละมุน มาเป็นผิวที่หยาบขึ้นและไม่มีกลิ่นหอมของเด็กโต มาเป็นผิวที่หยาบกร้านและมีกลิ่นสาบของหนุ่มสาว มาเป็นผิวที่เหี่ยวย่นและเต็มไปดวยไฝฝ้าของคนชรา
การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างช้าๆ แต่เป็นไปตลอดเวลาจนเราไม่รู้สึกตัว หัวใจของเราก็เช่นเดียวกัน แต่เราไม่สามารถเห็นการชราของหัวใจได้ ทั้งที่เกือบจะถือกันได้ว่าหัวใจนั้นเป็นอวัยวะเดียวในร่างกายที่ทำงานให้เรารู้สึกได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเวลากลางวันหรือกลางคืน จะตื่นหรือหลับ จะดีใจหรือเสียใจ ตั้งแต่เราอยู่ในครรภ์มารดา จนกระทั่งถึงวาระสุดท้ายของชีวิต หัวใจจึงเป็นอวัยวะที่ธรรมชาติสร้างขึ้นมาอย่างมีประสิทธิภาพยิ่ง
ในปัจจุบัน การแพทย์ได้เจริญก้าวหน้าขึ้นอย่างมากมาย แต่เราก็ยังไม่เข้าใจโรคหัวใจชรานี้อย่างถ่องแท้ เช่นเดียวกับที่เรายังไม่เข้าใจว่า ทำไมสิ่งมีชีวิตจึงต้องเกิด แก่ เจ็บ และตาย โรคหัวใจชราจึงยังเป็นหัวข้อเรื่องที่ต้องการการศึกษาค้นคว้าอีกมากทั้งในทางโลกและทางธรรม ส่วนต่าง ๆ ของหัวใจที่ชราลงที่เรารู้กันบ้างในปัจจุบันคือ ส่วนที่สืบเนื่องมาจากความชราของหลอดเลือด ทำให้เกิดโรคหัวใจต่าง ๆ เช่น โรคหัวใจขาดเลือด โรคหัวใจจากแรงดันเลือดสูง ดังได้กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว นอกจากนั้นยังมีพวกโรคหลอดเลือดพิการต่าง ๆ เช่น เส้นเลือดขดหรือขอดจากความพิการของหลอดเลือดดำ จะทำให้ขาและเท้าบวม และหรือปวด ถ้าหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงขาเกิดตีบตันภาวะหลอดเลือดแข็ง จะทำให้ปวดขาเวลาเดินและมีอาการเป็นตะคริวง่าย ถ้าหลอดเลือดแดงใหญ่ข้างในทรวงอกหรือข้างในท้องโป่งพอง จะทำให้เกิดอาการเจ็บรุนแรง หรือเกิดอาการตกเลือดได้ เป็นต้น

⇒ แล้วจะป้องกันรักษากันอย่างไร
การรักษาโรคหัวใจชราเป็นการรักษาตามอาการและตามชนิดของโรคเท่านั้น เพราะยังไม่มียาและวิธีรักษาใด ๆที่จะสามารถทำให้ส่วนที่เสื่อมไปกลับคืนเป็นปกติเช่นเดียวกับที่ยังไม่มียาหรือวิธีรักษาใด ๆที่จะทำให้คนชรากลับเป็นคนหนุ่มสาวอย่างสมบูรณ์ได้อีก

การระวังรักษาตัวเองจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ที่จะชะลอการชราลงของร่างกายและหัวใจ ตัวอย่างของการรักษาตัวเองในเรื่องนี้ได้แก่
1.ให้มีน้ำหนักพอดี อย่าให้ผอมเกินไป โดยการกินอาหารให้พอเพียงและเหมาะสม อย่าให้อ้วนและมีน้ำหนักมากเกินขนาดด้วยการลดอาหารลง โดยเฉพาะอาหารจำพวกแป้ง และอาหารไขมัน พยายามกินผักให้มากขึ้น อาหารพวกเครื่องในสัตว์ก็ควรกินแต่น้อย
2. เลิกสูบบุหรี่ และถ้าดื่มสุรา ชา กาแฟ ก็แต่พอควร
3. พักผ่อนให้เต็มที่ โดยเฉพาะการนอนหลับที่สนิทและเพียงพอ และการหลีกเลี่ยงหรือผ่อนคลายภาวะเครียดทางจิตใจ เช่น ความกังวล ความโศกเศร้า ความดีใจ และอารมณ์อื่น ๆ อันเกินขอบเขต
4. ออกกำลังกายตามความเหมาะสมและโดยสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงภาวะเครียดทางกายเช่น การออกกำลังเบ่งอุจจาระเพราะปล่อยให้ท้องผูก การวิ่งไล่รถเมล์หรือการออกกำลังกายอื่น ๆ ในยามคับขันหรือฉุกละหุก
5. อาศัยอยู่ในถิ่นฐานที่สงบปราศจากเสียง แสง และสิ่งทำลายสุขภาพอื่น ๆ เช่น ไอเสียรถยนต์ อากาศและน้ำที่เป็นพิษ ความโกลาหลวุ่นวายและการชิงดีชิงเด่นกันทำมาหากิน เป็นต้น
6. ระวังรักษาตัวอย่าให้เป็นโรคบ่อย ๆ ได้ง่าย เช่น อย่าให้ถูกอากาศร้อนจัดหรือเย็นจัดโดยกะทันหันหรือเข้า ๆออกๆจากสถานที่เย็นและร้อน หลีกเลี่ยงจากคนที่เป็นโรคติดต่อหรือจากสถานที่ๆเพาะพันธุ์ของเชื้อโรค เป็นต้น
7. รักษาโรคที่เป็นอยู่ให้หายโดยเร็ว หรือให้ดีที่สุดเท่าที่จะดีได้ เช่น โรคเบาหวาน โรคเก๊าท์ โรคไขมันในเลือดสูงมาแต่กำเนิด เป็นต้น
8.ฝึกฝนตนเองให้มีความสงบและสันโดษ ให้มีความสุขและความพอใจในชีวิตและรู้จักระบายผ่อนคลายอารมณ์อันเป็นภัย เป็นต้น

โรคหัวใจ 3

สรุป

โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญหนึ่งของประเทศ ทุกๆ คนที่อายุมากกว่า ๔๐ ปีขึ้นไป มีความเสี่ยงในการเกิดหรือเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดต่างๆ กันตามเหตุปัจจัยของแต่ละคน ซึ่งได้แก่ ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ คือ เบาหวาน ความดัน (เลือดสูง) ไขมัน บุหรี่ เราสามารถที่จะประเมินความเสี่ยงรวมของการเสียชีวิตจากโรคดังกล่าวในอีก ๑๐ ปี ข้างหน้าได้ด้วยตนเองโดยใช้ระบบ SCORE ของยุโรป เพื่อเป็นแนวทางในการปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตลดความเสี่ยงในการเกิดโรคได้อย่างเหมาะสม บูรณาการและพึ่งตนเอง การประเมินความเสี่ยงรวมวิธีนี้เป็นการประเมินคร่าวๆ เพื่อให้ตระหนักถึงความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด ใช้สนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพลดโอกาสเสี่ยงของแต่ละบุคคลเท่านั้น ไม่สามารถจะใช้ในการพยากรณ์การเกิดโรค หรือเพื่อวัตถุประสงค์อื่น เช่น การประกันชีวิต เพราะที่มาของตารางความเสี่ยงนี้ ไม่ใช่ข้อมูลที่มาจากคนไทย

ผลที่รวบรวมได้จากการศึกษาส่วนใหญ่ ทำให้คำแนะนำสู่สาธารณชนเกี่ยวกับบทบาทของไขมัน ต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง ได้บ่งชี้ว่า ควรปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริโภคอาหาร โดยให้ความสำคัญต่อคุณภาพของไขมันที่ได้รับจากอาหาร ด้วยการลดการบริโภคอาหารที่เป็นแหล่งของไขมันอิ่มตัว และหลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารที่มีไขมันชนิดทรานส์สูง โดยเฉพาะผู้ ที่นิยมการบริโภคอาหารแบบตะวันตก และเพิ่มการบริโภคอาหารที่เป็นแหล่งของไขมันประเภทกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว และกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน และลดการบริโภคอาหารที่มีโคเลสเตอรอลสูง จะช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดสมองได้

ปัจจัยเสี่ยง

ความเข้าใจเกี่ยวกับสาเหตุเป็นจุดตั้งต้นของการหาทางแก้ปัญหา สำหรับกลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด คำว่า "สาเหตุ" มักถูกแทนที่ด้วยคำว่า"ปัจจัยเสี่ยง" เพราะความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลระหว่างตัวการกับตัวโรคไม่ตรงไปตรงมา ตัวอย่างเช่น คนที่สูบบุหรี่ไม่จำเป็นต้องลงเอยด้วยอัมพาตจากหลอดเลือดสมองอุดตัน ในทางตรงกันข้าม คนที่ไม่สูบบุหรี่กลับเป็นโรคนี้แม้ว่าโอกาสที่คนไม่สูบบุหรี่จะเป็นโรคน้อยกว่าคนที่สูบบุหรี่ก็ตาม

เมื่อกล่าวถึงปัจจัยเสี่ยง อาจจัดกลุ่มสำหรับโรคเรื้อรังได้เป็น ๕ กลุ่มใหญ่ ได้แก่
๑. กลุ่มที่แก้ไขไม่ได้ เช่น พันธุกรรม อายุ เพศ
๒. พฤติกรรมเสี่ยง เช่น การกิน การออกกำลังกาย การสูบบุหรี่ การดื่มสุรา
๓. ปัจจัยเสี่ยงทางสรีระ เช่น ความดันเลือดสูง น้ำตาลในเลือดสูง ไขมันในเลือดสูง น้ำหนักเกิน
๔. สิ่งแวดล้อมทางกายภาพ และสังคม เช่น จราจรที่แออัด มลพิษ ที่อยู่อาศัยที่แออัด เสื่อมโทรม
๕. นโยบายสาธารณะ เช่น ผังเมืองที่นำไปสู่การจราจรคับคั่ง การกระจายรายได้ที่ไม่สมดุล

การลดความเสี่ยง (โอกาส) ของการเป็นภาวะหลอดเลือดแข็งและตีบ อันนำไปสู่โรคหัวใจ โรคสมอง และอื่น ๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่พึงกระทำ โดย

1. บริโภคอาหารอย่างเหมาะสม โดยกินผัก ผลไม้ให้มาก ลดอาหารไขมันและของหวาน ควบคุมปริมาณอย่าให้กินจนน้ำหนักเกินหรืออ้วน

2. หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ

3. อย่าทำงานหักโหม และรู้จักผ่อนคลายความเครียด

4. อย่าสูบบุหรี่ อย่าดื่มเหล้าจัด

5. ควรตรวจเช็คร่างกายเมื่ออายุ 30-40 ปี แต่ถ้ารูปร่างอ้วน หรือมีคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคหัวใจหรืออัมพาต ก็ควรตรวจเช็คสุขภาพเร็วขึ้นกว่าวัยนี้

6. เมื่อตรวจพบว่าเป็นโรคความดันเลือดสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง หรือน้ำหนักเกิน ควรติดต่อรักษากับแพทย์อย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อควบคุมให้กลับสู่ภาวะปกติ (ขอย้ำว่า โรคเหล่านี้เป็นโรคที่รักษาได้ ถึงแม้จะเป็นเรื้อรังก็ตาม)สิ่งเหล่านี้ควรปลูกฝังให้เกิดขึ้นตั้งแต่อายุยังน้อย (เช่น วัยเด็ก และวัยรุ่น) ไม่ใช่ปล่อยปละละเลย หรือมัวแต่ทำงานหนักจนลืมดูแลสุขภาพตนเอง

ความรู้จากประเทศอุตสาหกรรมยืนยันตรงกันว่าพฤติกรรมเสี่ยงเป็นเหตุสำคัญของการเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือดส่วนใหญ่พฤติกรรมเสี่ยงที่สำคัญมาก ๓ ประการได้แก่

๑. การสูบบุหรี่ ผู้ชายไทยทุกวันนี้เกือบครึ่งหนึ่งสูบบุหรี่ ในขณะที่ผู้หญิงเพียงร้อยละ ๓ เท่านั้นที่สูบ แนวโน้มของพฤติกรรมสูบบุหรี่ในคนไทยมีทิศ ทางลดลงอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม เราไม่ควรนิ่งนอนใจเพราะในแต่ละปีการสูบบุหรี่ทำ ให้คนไทยเสียชีวิตมากถึง ๔๒,๐๐๐ คน และเยาวชน กำลังถูกชักนำให้สูบบุหรี่ด้วยกลยุทธ์การตลาดที่เล็ดลอดช่องโหว่ของกฎหมายอยู่เสมอ

๒. การขาดการออกกำลังกาย สังคมไทยปัจจุบัน ที่เต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก ทั้งที่บ้าน ที่ทำงาน และที่สาธารณะ สิ่งบันเทิงที่เข้าถึงบ้านในรูปแบบต่างๆ ได้ชักนำให้วิถีชีวิตที่พึ่งพาการใช้แรงกายนับวันลดน้อย ถอยลง การขาดการออกกำลังกายเพิ่มความเสี่ยงที่ จะป่วยด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดถึง ๒.๔ เท่า ใน ประเทศฟินแลนด์มีการวิจัยพบว่าหากอีกร้อยละ ๘ ของคนวัยทำงานเลือกที่จะเดินหรือขี่จักรยานเพิ่มขึ้น การเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจตีบจะลดลงร้อยละ ๓-๗
๓. โภชนาการอันไม่เหมาะสม ทุกวันนี้คนไทยอายุ ๓๕ ปีขึ้นไปถึงร้อยละ ๓๕ มีปัญหาน้ำหนักเกิน ไปจนถึงอ้วน และเกือบครึ่งหนึ่งมีระดับโคเลสเตอรอล สูงเกิน ปัญหาทั้ง ๒ ประการมีอิทธิพลต่อการเกิด โรคหัวใจหลอดเลือด ความอ้วนและน้ำหนักเกินเป็น ดัชนีบ่งชี้ปัญหาโภชนาการไม่เหมาะสมและการขาด การออกกำลังกาย ระดับโคเลสเตอรอลสูงเกินเป็นอีก ดัชนีที่บ่งชี้ปัญหาทางโภชนาการ เร็วๆ นี้มีการวิจัย เกี่ยวกับการทดลองทางโภชนาการด้วยการให้คนหลายกลุ่มที่มีภูมิหลังแตกต่างกัน เช่น คนที่ไม่มีความ ดันเลือดสูง กลุ่มที่อ้วนและไม่อ้วน คนสีผิวต่างกัน คนที่มีระดับการออกกำลังกายต่างกัน เศรษฐฐานะ ต่างกัน กินอาหารที่อุดมด้วยผัก ผลไม้ ผลิตภัณฑ์จากนมวัวที่มีไขมันต่ำ อาหารที่มีไขมันรวมและไขมัน อิ่มตัวน้อย ลดการบริโภคเนื้อแดง ของหวานและน้ำหวาน พบว่าภายในเวลาเพียง ๔ สัปดาห์ ความ ดันเลือด โคเลสเตอรอลชนิดความหนาแน่นต่ำ (LDL) และกรดอะมิโนโฮโมซีสเตอีนเริ่มลดลง ถ้าจำกัดการ บริโภคเกลือโซเดียมด้วยจะยิ่งช่วยลดความดันเลือด ได้มากขึ้น

การวิจัยทางระบาดวิทยาในประเทศไทยพบว่า ภาวะความดันเลือดสูงและเบาหวานเพิ่มโอกาสเสีย ชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือด ๒.๑๖ เท่า และ ๔.๒๙ เท่า ตามลำดับ หากโคเลสเตอรอลรวมในเลือด สูงเกิน ๒๔๐ มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร โอกาสเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดจะเพิ่มขึ้น ๑.๒๗ เท่า หลักฐานเหล่านี้จะมาจากประชากรกลุ่มเดียว แต่ก็สอดคล้องกับองค์ความรู้ในระดับสากลที่มีมาก่อนหน้านี้ ปัจจัยเสี่ยงทางสรีระเป็นผลจากพฤติกรรมเสี่ยงซึ่งปรับเปลี่ยนได้ หากสามารถจัดสิ่งแวดล้อม ทางกายภาพและสังคมได้เหมาะสมประเทศไทยนับเป็นประเทศหนึ่งที่มีกฎหมาย ควบคุมพฤติกรรมการสูบบุหรี่ที่ก้าวหน้าที่สุดในโลก นี่คือสิ่งแวดล้อมทางสังคมที่ส่งเสริมค่านิยมไม่สูบบุหรี่ ทำให้อัตราการสูบบุหรี่ของคนไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง

สิ่งแวดล้อมทางกายภาพและสังคม

คนส่วนใหญ่มักคิดถึงการให้ความรู้เพื่อมุ่งหวังเปลี่ยนพฤติกรรมที่เป็นปัญหา เช่น แนะนำให้คนเลิก สูบบุหรี่ แนะนำให้ออกกำลังกาย ให้ลดน้ำหนักด้วย การคุมอาหาร เป็นต้น วิธีการเช่นนั้นให้ผลจริงสำหรับ คนส่วนน้อย แต่ไม่เพียงพอที่จะหยุดยั้งการระบาดของพฤติกรรมเสี่ยงอันเป็นผลของปฏิสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างชีววิทยา พฤติกรรม และสิ่งแวดล้อม พฤติกรรมการกินและออกกำลังกายซึ่งควบคุมผ่าน สมองจะมีอิทธิพลต่อสมดุลการใช้พลังงานและการปรับตัวทางสรีระ พฤติกรรมเป็นผลของอารมณ์ ความ รู้สึก ความรู้ ค่านิยมที่สะสมผ่านกระบวนการเรียน รู้ตลอดชีวิต โดยมีอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมเข้ามาเกี่ยวข้องเด็กในยุคก่อนทีวีใช้ชีวิตอยู่กับการเล่นนอกบ้านตามลานวัด ตามต้นไม้ ชายทุ่ง ริมถนน สวน สาธารณะ ผิดกับเด็กยุคนี้ที่ชีวิตอยู่หน้าจอคอม-พิวเตอร์ และโทรทัศน์ นี่คือพฤติกรรมถูกกำหนดโดยสิ่งแวดล้อมทุกวันนี้การแก้ปัญหาน้ำหนักเกินด้วยการให้ คำแนะนำหรือใช้ยาผ่านคลินิกลดความอ้วนที่แพร่ หลายเป็นดอกเห็ด โดยละเลยต่ออิทธิพลของสิ่งแวดล้อมจึงไม่ค่อยได้ผลยั่งยืน การแก้ปัญหาอ้วน จึงต้องมุ่งปรับสิ่งแวดล้อมให้เอื้อต่อพฤติกรรมการกินและการออกกำลังกายที่พอเพียง เช่น การจัดบริการขนส่งสาธารณะที่เข้าถึงง่าย ราคาพอควรและปลอดภัย การส่งเสริมให้คนเดินหรือถีบจักรยาน ในระยะทางสั้นๆ (น้อยกว่า ๕ กิโลเมตร) ด้วยการ ออกแบบผังเมืองที่มีบาทวิถีและทางจักรยานอันร่มรื่น สะดวกสบาย และเชื่อมต่อกันเป็นตาข่ายในย่านชุมชน การวางนโยบายการเกษตรและการตลาดที่ส่งเสริมพืช ผัก ผลไม้ให้แพร่หลายและเป็น ที่นิยม ด้วยราคาที่คนส่วนใหญ่ซื้อหาได้ การใช้กลไกทางภาษีส่งเสริมน้ำมันพืชที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงให้แพร่หลายในราคาที่เหมาะสม เป็นต้น

โรคหัวใจ 2

ปัจจุบันโรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุการตายอันดับต้นๆ ของคนไทย ทุกๆ ชั่วโมงจะมีคนไทยตายจากโรคหลอดเลือดสมอง ๕ คน ตายจากโรคหลอดเลือดหัวใจ ๒ คน ตายจากเบาหวาน ๒ คน สาเหตุที่สำคัญของโรคหัวใจและหลอดเลือดเกิดจากการแข็งและตีบตันของหลอดเลือดแดง (atherosclerosis) ซึ่งถ้าเกิดที่หลอดเลือดหัวใจจะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเรื้อรัง หรือกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน เกิดที่หลอดเลือดสมองทำให้เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต เกิดที่ไตทำให้ไตเสื่อม และความดันเลือดสูง เกิดที่หลอดเลือดแดงส่วนปลายทำให้อวัยวะต่างๆ ขาดเลือด เช่น หลอดเลือดแดงที่ขาตีบ ทำให้เกิดอาการปวดขามากเวลาเดินไกล หรือถ้าหลอดเลือดตีบตันมากเฉียบพลัน กล้ามเนื้อที่ขาอาจจะเน่าตาย จนต้องตัดขาเพื่อรักษาชีวิต เป็นต้น

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดหลอดเลือดแดงแข็ง ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคความดันเลือดสูง ไขมันผิดปกติ (ไขมันไม่ดี คือ โคเลสเตอรอลสูงเกินไป หรือไขมันที่ดี คือ เอชดีแอลต่ำเกินไป) การสูบบุหรี่ อายุที่มากขึ้น เพศชายหรือเพศหญิงหลังหมดประจำเดือน ประวัติในครอบครัว เป็นต้น ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ทำให้หลอดเลือดหัวใจตีบแคบลงจนเกิดอาการเจ็บแน่นหน้าอกเวลาออกแรง เวลาโมโหหรือรีบๆ ทำอะไร เนื่องจากเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่พอกับความต้องการเลือดของหัวใจที่เพิ่มขึ้น จนเกิดอาการหัวใจขาดเลือดซึ่งมักจะเป็นๆ หายๆ เรื้อรัง ไม่อันตรายถึงแก่ชีวิต แต่ในกรณีที่เกิดการอุดตันทันทีของหลอดเลือดแดงที่หัวใจ จากการปริแตกเป็นแผลของผนังหลอดเลือดแดงและมีก้อนเลือดมาอุดหลอดเลือดจนตัน ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตาย ผู้ป่วยอาจจะเกิดการเต้นของหัวใจผิดปกติอย่างรุนแรงจนเสียชีวิต หรือเจ็บแน่นหน้าอกอย่างรุนแรง เนื่องจากกล้ามเนื้อหัวใจตาย และเกิดหัวใจวายตามมาได้

พอเข้าสู่วัยกลางคน หลายๆ คนโดยเฉพาะคุณผู้ชายหรือคุณผู้หญิงที่หมดประจำเดือนแล้ว จะเริ่มอยากรู้ว่าตัวเองจะมีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดแดงแข็ง จนเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ อัมพฤกษ์ อัมพาตหรือไม่ โดยเฉพาะคนที่มีปัจจัยเสี่ยงอยู่ บางรายก็ถึงกับเกิดอาการเฉียบพลันของโรคหลอดเลือดแดงแข็งหรือเสียชีวิต แล้วก็เริ่มสงสัยว่า แล้วเราจะเป็นอย่างเขาไหมนี่ วิธีง่ายๆ ที่จะบอกโอกาสเสี่ยงของเรา ก็คือ ต้องรู้ว่าเรามีปัจจัยเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน ได้แก่

ส่วนไขมันโคเลสเตอรอล ถ้าเกิน ๑๙๐ มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร เราก็เริ่มมีโอกาสเสี่ยง ยิ่งสูงมากยิ่งเสี่ยงมากโดยเฉพาะถ้าสูงเกิน ๓๒๐ มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ต้องพบแพทย์เพื่อรักษา สำหรับไขมันเอชดีแอล ซึ่งเป็นไขมันดี ยิ่งต่ำยิ่งเสี่ยงมาก (โดยทั่วไปควรสูงเกิน ๔๐ มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร) นำค่าโคเลสเตอรอลตั้งหารด้วยเอชดีแอล จะเป็นอัตราส่วนไขมันไม่ดีต่อไขมันที่ดี ถ้ามีค่ามากกว่า ๕ ถือว่ามีโอกาสเสี่ยง (ค่ายิ่งสูงยิ่งเสี่ยงมาก) ควรจะไปพบแพทย์ และแพทย์มักจะแนะนำให้งดอาหารและเครื่องดื่มมากกว่า ๑๒ ชั่วโมง แล้วเจาะเลือดอีกครั้งเพื่อตรวจหาค่าไขมัน ไตรกลีเซอไรด์ คำนวณค่าไขมันเอชดีแอลและวางแผนการรักษาป้องกันต่อไป

โรคหัวใจ

โรคหัวใจและหลอดเลือดกำลังคุกคามสุขภาพคนไทยอย่างหนัก โรคหัวใจคร่าชีวิตชาวไทยชั่วโมงละ 5 คน ผู้คนทั่วโลกตายนาทีละ 33 คน ต้นเหตุที่เป็นชนวนก่อเกิดของโรคหัวใจและหลอดเลือด ที่สำคัญที่สุดคือ โรคน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน เพราะการกินกับการใช้พลังงานไม่สมดุลกัน

วิธีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหาร และการดูแลตัวเองเพื่อลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด มีดังนี้

1. งดอาหารที่มีรสเค็ม

เช่น ไข่เค็ม กะปิ เต้าเจี้ยว ผักดองต่างๆ เต้าหู้ยี้ หมูเค็ม เป็นต้น ควรจำกัดปริมาณการกินเกลือแกง (ไม่เกินวันละ 6 กรัม) คนไทยส่วนใหญ่กินอาหารรสจัดมาก โดยเฉพาะรสเค็ม รสเผ็ด อาหารเค็มจะมีเกลือแกงมาก ซึ่งเมื่อกินเข้าไปจะทำให้ร่างกายดูดน้ำกลับเข้ากระแสเลือดมากขึ้น ปริมาณเลือดในร่างกายมากขึ้น หัวใจจะทำงานหนักขึ้น ผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจจะมีอาการหอบเหนื่อยหรือบวมได้ และหากมีภาวะไตเสื่อมหรือไตวายร่วมด้วย (พบบ่อยในผู้ป่วยโรคหัวใจ) ก็จะส่งผลให้หัวใจทำงานหนักยิ่งขึ้น

2.หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง

จากการศึกษาผู้ป่วยโรคหัวใจที่มีไขมันในเลือดสูง หรือคนปกติที่ไม่เป็นโรคหัวใจแต่มีระดับไขมันในเลือดสูง พบว่าการลดไขมันในเลือดจะช่วยชะลอการตีบของหลอดเลือดหัวใจ โดยทั่วไปการควบคุมอาหารที่มีไขมันสูงจะช่วยลดไขมันในเลือดลงได้ แต่อาจลดลงได้ไม่มากนัก (น้อยกว่าร้อยละ 20) จึงอาจต้องใช้ยาร่วมด้วยในบางราย
อย่างไรก็ตาม การควบคุมอาหารก็ยังเป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากยามีราคาแพง และจำเป็นต้องรักษาระยะยาวจึงจะเห็นผลดีของการลดไขมันในเลือด ไขมันที่ควรหลีกเลี่ยงเป็นไขมันอิ่มตัวที่มาจากสัตว์ มีมากในเนื้อสัตว์ใหญ่ สัตว์ปีก ที่มาจากพืช เช่น เนย มะพร้าว ปาล์ม ร่างกายเราสามารถผลิตไขมันอิ่มตัวได้เอง จึงไม่จำเป็นต้องรับเพิ่มจากอาหาร ยิ่งบริโภคมาก ยิ่งมีผลเพิ่มไขมันไม่ดี (แอลดีแอล-คอเลสเตอรอล) ในเลือดมากขึ้น

3.เน้นอาหารมีกากใย

พบว่าอาหารที่มีกากใยมากจะมีประโยชน์กับสุขภาพ ไม่ว่าจะมีโรคหัวใจหรือไม่ก็ตาม เนื่องจากช่วยลดการดูดซึมไขมัน ป้องกันท้องผูก ช่วยลดโอกาสเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ มีรายงานจากสหรัฐอเมริกาว่าผู้ที่กินอาหารที่มีกากใยเป็นประจำ มีอัตราการเกิดโรคหัวใจลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อาหารที่มีกากใยมากได้แก่ ซีเรียล ข้าวโพด ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ข้าวแดง ขนมปังโฮลวีต จมูกข้าว หัวบุก เป็นต้น ผลไม้ที่มีกากมากได้แก่ ฝรั่ง ส้ม สับปะรด มะละกอ ละมุด เป็นต้น นอกจากนี้อาหารประเภทผักและถั่วก็ให้กากใยมากเช่นกัน

4. งดบุหรี่และหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

โดยจำกัดปริมาณให้ไม่เกิน 1 หน่วยในเพศหญิง และ 2 หน่วยในเพศชายปริมาณ 1 หน่วย คือเบียร์ 360 มิลลิลิตร (1 กระป๋อง) ไวน์ 150 มิลลิลิตร (1 แก้ว) วิสกี้ 45 มิลลิลิตร (15 มิลลิลิตร = 1 ดริ๊งก์)

5. ทำจิตใจให้สบายไม่เครียดและวิตกกังวล หลีกเลี่ยงสิ่งที่จะทำให้อารมณ์เสีย หงุดหงิด โมโห ตื่นเต้น

6. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ออกกำลังกายอย่างน้อยครั้งละ 30 นาที สัปดาห์ละ 3 ครั้ง และควรเป็นการออกกำลังกายชนิดแอโรบิก ได้แก่ เดินเร็ว ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน และเต้นแอโรบิก เป็นต้น การออกกำลังกายจะช่วยให้จิตใจผ่อนคลายจากความเครียดและทำให้หัวใจสูบฉีดโลหิตดีขึ้น

7. น้ำหนักเกินมาตรฐาน

ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติคือ ดัชนีมวลกาย (body mass index หรือ BMI) ไม่ควรเกิน 23 กก./ม.2 โดยคำนวณจากน้ำหนักตัว (เป็นกิโลกรัม) หารด้วยส่วนสูง (หน่วยเป็นเมตร) ยกกำลัง 2 หรือวัดรอบเอวไม่ควรเกิน 32 นิ้วในเพศหญิง และ 36 นิ้วในเพศชาย

วันอาทิตย์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2553

เบาหวาน 4

อาการสำคัญ-อาการหิวบ่อย หิวน้ำบ่อย ปัสสาวะมาก น้ำหนักตัวลดลง เหนื่อยอ่อนเพลียง่าย เมื่อไปตรวจที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน หลังทราบอาการแพทย์ให้ตรวจเลือดพบว่าน้ำตาลในเลือดสูง 200 มก./ดล.
-ส่วนกลุ่มสุดท้าย ไม่ได้ให้ยาหรือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างไร เป็นกลุ่มเปรียบเทียบ ปรากฏว่าเมื่อ 5 ปีผ่านไป กลุ่มที่สามารถป้องกันเป็นเบาหวานได้มากที่สุดคือกลุ่มที่ควบคุมอาหารและออกกำลังกายสม่ำเสมอได้คือร้อยละ 58 ดังนั้น ในคนที่มีน้ำตาลในเลือดสูง หรือมีความเสี่ยงทางกรรมพันธุ์ อาจจะมีโอกาสป้องกันหรือชะลอการเป็นเบาหวานได้ หากกินอาหารอย่างถูกต้อง และออกกำลังกายสม่ำเสมอ

จงระวังสักนิด เมื่อนิยมกินพืชผักเป็นยา
อย่างไรก็ตาม ก็ขอแนะนำให้ระมัดระวัง หากพืชผักชนิดใดยังไม่ได้ผ่านการพิสูจน์ว่าเป็นยาที่สามารถกินได้ผลและปลอดภัย ก็อย่าบริโภคพืชผักนั้นในรูปของยาที่กินประจำทุกวัน ทางที่ปลอดภัย ก็คือ หันมาบริโภคพืชผักในรูปอาหารธรรมชาติ ตามวิถีที่บรรพบุรุษเราเคยปฏิบัติกันมาจะดีกว่า