สรุปแล้วการวิ่งช่วยให้ใช้ชีวิตอย่างพอดี ๆ ซึ่งไปลดอัตราเสี่ยงต่อโรคหัวใจลงมาหลาย ๆอย่าง จึงไม่อาจกล่าวได้เต็มปากว่า ที่โรคหัวใจลดลง เป็นเพราะการออกกำลังกายเพียงอย่างเดียว
พูดถึงตรงนี้ อยากทำความเข้าใจว่า ที่พูดมาทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลของการศึกษาเป็นกลุ่ม แน่นอนที่ว่าจะเอามาใช้กับทุกคนไม่ได้เช่น ว่าเราอาจวิ่งไม่น้อยไปกว่าคนอื่น แต่ทำไมจึงเกิดเป็นโรคหัวใจ หรือบางคนวิ่งเท่าไหร่อาจลดบุหรี่ลงไม่ได้สักตัวเดียวหรือน้ำหนักตัวมีแต่จะเพิ่มขึ้น เป็นต้น เราแต่ละคนเป็นอย่างที่หมอชีแฮนบอกว่า “ มีความเป็นเอกภาพของตัวเอง” เราคงต้องพลิกแพลงไปเพื่อให้อะไรๆมันลงตัวสำหรับเรา
สำหรับคนทั่วๆ ไปแล้ว ไม่ควรกลัวเรื่องโฆเลสเตอรอลสูงจนเกินไป เพราะข้อเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคหัวใจนั้นมีหลายอย่าง ดังกล่าวมาแล้ว การกลัวจนทำให้เกิดความวิตกกังวลก็จะทำให้เกิดความทุกข์ เกิดความเครียด จะทำให้ชีวิตไม่เป็นสุข ฉะนั้น ควรจะทำให้จิตใจผ่องใส กินอาหารให้เหมาะสมครบทุกประเภท นับตั้งแต่อาหารพวกข้าว, เนื้อสัตว์, ไข่, ถั่วต่างๆ, ผัก และผลไม้ และให้มีการออกกำลังกายโดยสม่ำเสมอ
สำหรับเรื่องของไข่นั้น ก็ควรจะส่งเสริมและบริโภคกันต่อไป เพราะเป็นอาหารที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง ควรจะสนับสนุนให้ผลิตมากพอจนราคาถูก พอที่จะให้คนทุกระดับซื้อกินได้
ความสำคัญของไข่ต่อทารกและเด็กนั้นมีมาก มีการแนะนำให้เลี้ยงเด็กอ่อน ด้วยข้าวบดไข่แดง ตั้งแต่อายุ 4 เดือน เพราะถือว่า ไข่แดงมีวิตามิน, แร่ธาตุต่างๆ ที่จำเป็นในการเติบโตของเด็ก และเมื่อเด็กโตขึ้น ก็อาจจะให้กินไข่วันละฟองได้ พอเป็นผู้ใหญ่ไข่ก็ยังมีความสำคัญกับชีวิตประจำวัน ก็อาจใช้ไข่ทำเป็นอาหารประเภทต่างๆ ได้
คนที่ชอบกินไข่มากจนเกินไป เช่น กินวันละ 3-4 ฟองนั้น ก็อาจถือว่ามากไปหน่อย เพราะหลักทางโภชนาการนั้น ควรจะต้องกินอาหารหมุนเวียนไป เช่น อาจเปลี่ยนจากไข่เป็นเนื้อสัตว์, ถั่วต่างๆ, ตับ เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตาม ก็ยังอาจจะกินไข่ได้วันละฟอง
ในบางรายที่มีปัญหาเรื่องโฆเลสเตอรอลสูงในเลือดนั้น ไข่ก็ยังมีความสำคัญในชีวิต อาจจะกินไข่ทั้งฟองได้อาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง แต่สำหรับไข่ขาวนั้นอาจกินได้ทุกวัน โดยแยกไข่แดงให้เด็กกิน
ความดันสูง ความดันต่ำ
คนที่มีความดันโลหิตสูงอาจไม่มีอาการป่วยให้เห็น แต่ถ้าแสดงอาการ แสดงว่าผลของความดันสูงนั้นกระทบต่อหัวใจและหลอดเลือด เช่น หัวใจโต บีบตัวไม่ปกติ หัวใจล้มเหลว มีอาการเหนื่อยง่าย หายใจลำบาก ส่วนปัญหาต่อหลอดเลือด เช่น ตามัว ไตเสื่อม กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด เป็นต้น-การวัดความดันโลหิตเพื่อพิสูจน์ว่าเป็นความดันโลหิตสูงหรือไม่นั้นสำคัญมาก เพราะถ้าไม่สูงจริงแล้วไปกินยาลดก็จะเกิดอันตราย และต้องเข้าใจก่อนว่า ความดันโลหิตของคนปกติจะมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงได้ในช่วงหนึ่ง การแกว่งตัวของค่าความดันนี้จะมากขึ้นเมื่อเกิดความไม่ปกติ เช่น ความเจ็บปวด ตื่นเต้น ตกใจ เครียด กังวล เป็นต้น
การวัดความดันโลหิตเพื่อดูว่ามีความดันสูงจริงหรือไม่ ต้องวัดหลายๆ ครั้งหลังจากที่นั่งพักและผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจแล้ว และนำค่าทั้งหมดมาพิจารณาดูการแกว่งตัว หากค่าที่วัดได้ส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ปกติก็ยังไม่ต้องไปใช้ยา ในบางกรณีหมออาจต้องพิจารณาจากสภาพร่างกายหรือความเจ็บป่วยอื่นประกอบด้วย ไม่ใช่ดูแค่ตัวเลขเท่านั้น
สำหรับเรื่องของความดันโลหิตต่ำนั้น พบว่าเข้าใจผิดกันบ่อยและต้องอธิบายกันยาว เพราะความดันต่ำนั้นไม่ใช่โรค แต่เป็นความผิดปกติของแรงดันโลหิตที่ค่าต่ำกว่าปกติ ซึ่งมักจะพบในผู้ป่วยที่มีอาการหนัก เช่น บาดเจ็บรุนแรงจนเสียเลือดมาก เสียน้ำและเกลือแร่มาก โลหิตเป็นพิษ หัวใจล้มเหลว หรือระบบประสาทอัตโนมัติผิดปกติ เป็นต้น
บางกรณีก็พบในคนที่ป่วยเป็นความดันโลหิตสูงแล้วได้รับยาลดความดันโลหิต จนทำให้ความดันลดต่ำลง ซึ่งอาจมีอาการหน้ามืดหรือเป็นลมเมื่อเปลี่ยนท่าเป็นนั่งหรือยืน แต่ก็จะมีอาการอยู่เพียงชั่วครู่เท่านั้น
การรักษาความดันโลหิตต่ำจริงๆ นั้น จะใช้ยาเพิ่มความดันชนิดฉีดในกรณีฉุกเฉินและทำในโรงพยาบาล ดังนั้นคนไข้ที่ไปซื้อยาเพิ่มความดันมากิน อาจเป็นเหยื่อของการโฆษณาสรรพคุณยาที่เกินจริง
มีหลายคนไปหาหมอบ่อยๆ ด้วยอาการหน้ามืดตาลาย เวียนหัว มึนหัว ซึ่งเข้าข่ายอาการผิดปกติเล็กน้อยของระบบประสาททรงตัวประกอบกับความวิตกกังวล-ถ้าไปเจอหมอบางคนที่ขี้เกียจอธิบายมาก อาจจะบอกว่าเป็น "โรคความดันต่ำ" หรือที่หนักไปกว่านั้นคือบอกว่า "เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ" ทั้งๆ ที่ไม่มีหลักฐานมาสนับสนุน
คนไข้บางคนยังดูแข็งแรง อยู่ในวัยหนุ่มสาว เอะอะอะไรก็ "เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ" เสียแล้ว ถ้าเป็นคนแก่ก็ว่าไปอย่าง แต่ถึงแม้เป็นคนแก่ ก็ต้องมีเหตุผลสนับสนุนและบ่งว่าสมองผิดปกติ เช่น พูดไม่ชัด เห็นภาพซ้อน กลืนลำบาก ชา ชัก หรือเป็นอัมพาต ไม่ใช่แค่อาการ มึนงง เวียนศีรษะ ก็หาว่าความดันต่ำหรือเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ อย่างนี้ผู้เขียนเคยใช้คำว่า "โรคมั่ว" มาแล้ว
การพิจารณาค่าความดันโลหิตและการรักษานั้น ควรดูหลายอย่างประกอบกัน เช่นสภาพร่างกายและจิตใจ การวัดหลายๆ ครั้งในสภาวะที่ผ่อนคลาย รวมทั้งพิจารณาอาการพื้นฐานของร่างกายและความเจ็บป่วยประกอบกับตัวเลข ส่วนคนไข้ก็อย่าวิตกกังวลจนเกินเหตุ ควรพิสูจน์ให้แน่นอนโดยมีเหตุผลสนับสนุนอย่างเพียงพอว่าเป็นความดันสูงหรือความดันต่ำจริงๆ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น