โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญหนึ่งของประเทศ ทุกๆ คนที่อายุมากกว่า ๔๐ ปีขึ้นไป มีความเสี่ยงในการเกิดหรือเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดต่างๆ กันตามเหตุปัจจัยของแต่ละคน ซึ่งได้แก่ ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ คือ เบาหวาน ความดัน (เลือดสูง) ไขมัน บุหรี่ เราสามารถที่จะประเมินความเสี่ยงรวมของการเสียชีวิตจากโรคดังกล่าวในอีก ๑๐ ปี ข้างหน้าได้ด้วยตนเองโดยใช้ระบบ SCORE ของยุโรป เพื่อเป็นแนวทางในการปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตลดความเสี่ยงในการเกิดโรคได้อย่างเหมาะสม บูรณาการและพึ่งตนเอง การประเมินความเสี่ยงรวมวิธีนี้เป็นการประเมินคร่าวๆ เพื่อให้ตระหนักถึงความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด ใช้สนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพลดโอกาสเสี่ยงของแต่ละบุคคลเท่านั้น ไม่สามารถจะใช้ในการพยากรณ์การเกิดโรค หรือเพื่อวัตถุประสงค์อื่น เช่น การประกันชีวิต เพราะที่มาของตารางความเสี่ยงนี้ ไม่ใช่ข้อมูลที่มาจากคนไทย
ผลที่รวบรวมได้จากการศึกษาส่วนใหญ่ ทำให้คำแนะนำสู่สาธารณชนเกี่ยวกับบทบาทของไขมัน ต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง ได้บ่งชี้ว่า ควรปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริโภคอาหาร โดยให้ความสำคัญต่อคุณภาพของไขมันที่ได้รับจากอาหาร ด้วยการลดการบริโภคอาหารที่เป็นแหล่งของไขมันอิ่มตัว และหลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารที่มีไขมันชนิดทรานส์สูง โดยเฉพาะผู้ ที่นิยมการบริโภคอาหารแบบตะวันตก และเพิ่มการบริโภคอาหารที่เป็นแหล่งของไขมันประเภทกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว และกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน และลดการบริโภคอาหารที่มีโคเลสเตอรอลสูง จะช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดสมองได้
ปัจจัยเสี่ยง
ความเข้าใจเกี่ยวกับสาเหตุเป็นจุดตั้งต้นของการหาทางแก้ปัญหา สำหรับกลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด คำว่า "สาเหตุ" มักถูกแทนที่ด้วยคำว่า"ปัจจัยเสี่ยง" เพราะความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลระหว่างตัวการกับตัวโรคไม่ตรงไปตรงมา ตัวอย่างเช่น คนที่สูบบุหรี่ไม่จำเป็นต้องลงเอยด้วยอัมพาตจากหลอดเลือดสมองอุดตัน ในทางตรงกันข้าม คนที่ไม่สูบบุหรี่กลับเป็นโรคนี้แม้ว่าโอกาสที่คนไม่สูบบุหรี่จะเป็นโรคน้อยกว่าคนที่สูบบุหรี่ก็ตาม
เมื่อกล่าวถึงปัจจัยเสี่ยง อาจจัดกลุ่มสำหรับโรคเรื้อรังได้เป็น ๕ กลุ่มใหญ่ ได้แก่
๑. กลุ่มที่แก้ไขไม่ได้ เช่น พันธุกรรม อายุ เพศ
๒. พฤติกรรมเสี่ยง เช่น การกิน การออกกำลังกาย การสูบบุหรี่ การดื่มสุรา
๓. ปัจจัยเสี่ยงทางสรีระ เช่น ความดันเลือดสูง น้ำตาลในเลือดสูง ไขมันในเลือดสูง น้ำหนักเกิน
๔. สิ่งแวดล้อมทางกายภาพ และสังคม เช่น จราจรที่แออัด มลพิษ ที่อยู่อาศัยที่แออัด เสื่อมโทรม
๕. นโยบายสาธารณะ เช่น ผังเมืองที่นำไปสู่การจราจรคับคั่ง การกระจายรายได้ที่ไม่สมดุล
การลดความเสี่ยง (โอกาส) ของการเป็นภาวะหลอดเลือดแข็งและตีบ อันนำไปสู่โรคหัวใจ โรคสมอง และอื่น ๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่พึงกระทำ โดย
1. บริโภคอาหารอย่างเหมาะสม โดยกินผัก ผลไม้ให้มาก ลดอาหารไขมันและของหวาน ควบคุมปริมาณอย่าให้กินจนน้ำหนักเกินหรืออ้วน
2. หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ
3. อย่าทำงานหักโหม และรู้จักผ่อนคลายความเครียด
4. อย่าสูบบุหรี่ อย่าดื่มเหล้าจัด
5. ควรตรวจเช็คร่างกายเมื่ออายุ 30-40 ปี แต่ถ้ารูปร่างอ้วน หรือมีคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคหัวใจหรืออัมพาต ก็ควรตรวจเช็คสุขภาพเร็วขึ้นกว่าวัยนี้
6. เมื่อตรวจพบว่าเป็นโรคความดันเลือดสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง หรือน้ำหนักเกิน ควรติดต่อรักษากับแพทย์อย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อควบคุมให้กลับสู่ภาวะปกติ (ขอย้ำว่า โรคเหล่านี้เป็นโรคที่รักษาได้ ถึงแม้จะเป็นเรื้อรังก็ตาม)สิ่งเหล่านี้ควรปลูกฝังให้เกิดขึ้นตั้งแต่อายุยังน้อย (เช่น วัยเด็ก และวัยรุ่น) ไม่ใช่ปล่อยปละละเลย หรือมัวแต่ทำงานหนักจนลืมดูแลสุขภาพตนเอง
ความรู้จากประเทศอุตสาหกรรมยืนยันตรงกันว่าพฤติกรรมเสี่ยงเป็นเหตุสำคัญของการเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือดส่วนใหญ่พฤติกรรมเสี่ยงที่สำคัญมาก ๓ ประการได้แก่
๑. การสูบบุหรี่ ผู้ชายไทยทุกวันนี้เกือบครึ่งหนึ่งสูบบุหรี่ ในขณะที่ผู้หญิงเพียงร้อยละ ๓ เท่านั้นที่สูบ แนวโน้มของพฤติกรรมสูบบุหรี่ในคนไทยมีทิศ ทางลดลงอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม เราไม่ควรนิ่งนอนใจเพราะในแต่ละปีการสูบบุหรี่ทำ ให้คนไทยเสียชีวิตมากถึง ๔๒,๐๐๐ คน และเยาวชน กำลังถูกชักนำให้สูบบุหรี่ด้วยกลยุทธ์การตลาดที่เล็ดลอดช่องโหว่ของกฎหมายอยู่เสมอ
๒. การขาดการออกกำลังกาย สังคมไทยปัจจุบัน ที่เต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก ทั้งที่บ้าน ที่ทำงาน และที่สาธารณะ สิ่งบันเทิงที่เข้าถึงบ้านในรูปแบบต่างๆ ได้ชักนำให้วิถีชีวิตที่พึ่งพาการใช้แรงกายนับวันลดน้อย ถอยลง การขาดการออกกำลังกายเพิ่มความเสี่ยงที่ จะป่วยด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดถึง ๒.๔ เท่า ใน ประเทศฟินแลนด์มีการวิจัยพบว่าหากอีกร้อยละ ๘ ของคนวัยทำงานเลือกที่จะเดินหรือขี่จักรยานเพิ่มขึ้น การเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจตีบจะลดลงร้อยละ ๓-๗
๓. โภชนาการอันไม่เหมาะสม ทุกวันนี้คนไทยอายุ ๓๕ ปีขึ้นไปถึงร้อยละ ๓๕ มีปัญหาน้ำหนักเกิน ไปจนถึงอ้วน และเกือบครึ่งหนึ่งมีระดับโคเลสเตอรอล สูงเกิน ปัญหาทั้ง ๒ ประการมีอิทธิพลต่อการเกิด โรคหัวใจหลอดเลือด ความอ้วนและน้ำหนักเกินเป็น ดัชนีบ่งชี้ปัญหาโภชนาการไม่เหมาะสมและการขาด การออกกำลังกาย ระดับโคเลสเตอรอลสูงเกินเป็นอีก ดัชนีที่บ่งชี้ปัญหาทางโภชนาการ เร็วๆ นี้มีการวิจัย เกี่ยวกับการทดลองทางโภชนาการด้วยการให้คนหลายกลุ่มที่มีภูมิหลังแตกต่างกัน เช่น คนที่ไม่มีความ ดันเลือดสูง กลุ่มที่อ้วนและไม่อ้วน คนสีผิวต่างกัน คนที่มีระดับการออกกำลังกายต่างกัน เศรษฐฐานะ ต่างกัน กินอาหารที่อุดมด้วยผัก ผลไม้ ผลิตภัณฑ์จากนมวัวที่มีไขมันต่ำ อาหารที่มีไขมันรวมและไขมัน อิ่มตัวน้อย ลดการบริโภคเนื้อแดง ของหวานและน้ำหวาน พบว่าภายในเวลาเพียง ๔ สัปดาห์ ความ ดันเลือด โคเลสเตอรอลชนิดความหนาแน่นต่ำ (LDL) และกรดอะมิโนโฮโมซีสเตอีนเริ่มลดลง ถ้าจำกัดการ บริโภคเกลือโซเดียมด้วยจะยิ่งช่วยลดความดันเลือด ได้มากขึ้น
คนส่วนใหญ่มักคิดถึงการให้ความรู้เพื่อมุ่งหวังเปลี่ยนพฤติกรรมที่เป็นปัญหา เช่น แนะนำให้คนเลิก สูบบุหรี่ แนะนำให้ออกกำลังกาย ให้ลดน้ำหนักด้วย การคุมอาหาร เป็นต้น วิธีการเช่นนั้นให้ผลจริงสำหรับ คนส่วนน้อย แต่ไม่เพียงพอที่จะหยุดยั้งการระบาดของพฤติกรรมเสี่ยงอันเป็นผลของปฏิสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างชีววิทยา พฤติกรรม และสิ่งแวดล้อม พฤติกรรมการกินและออกกำลังกายซึ่งควบคุมผ่าน สมองจะมีอิทธิพลต่อสมดุลการใช้พลังงานและการปรับตัวทางสรีระ พฤติกรรมเป็นผลของอารมณ์ ความ รู้สึก ความรู้ ค่านิยมที่สะสมผ่านกระบวนการเรียน รู้ตลอดชีวิต โดยมีอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมเข้ามาเกี่ยวข้องเด็กในยุคก่อนทีวีใช้ชีวิตอยู่กับการเล่นนอกบ้านตามลานวัด ตามต้นไม้ ชายทุ่ง ริมถนน สวน สาธารณะ ผิดกับเด็กยุคนี้ที่ชีวิตอยู่หน้าจอคอม-พิวเตอร์ และโทรทัศน์ นี่คือพฤติกรรมถูกกำหนดโดยสิ่งแวดล้อมทุกวันนี้การแก้ปัญหาน้ำหนักเกินด้วยการให้ คำแนะนำหรือใช้ยาผ่านคลินิกลดความอ้วนที่แพร่ หลายเป็นดอกเห็ด โดยละเลยต่ออิทธิพลของสิ่งแวดล้อมจึงไม่ค่อยได้ผลยั่งยืน การแก้ปัญหาอ้วน จึงต้องมุ่งปรับสิ่งแวดล้อมให้เอื้อต่อพฤติกรรมการกินและการออกกำลังกายที่พอเพียง เช่น การจัดบริการขนส่งสาธารณะที่เข้าถึงง่าย ราคาพอควรและปลอดภัย การส่งเสริมให้คนเดินหรือถีบจักรยาน ในระยะทางสั้นๆ (น้อยกว่า ๕ กิโลเมตร) ด้วยการ ออกแบบผังเมืองที่มีบาทวิถีและทางจักรยานอันร่มรื่น สะดวกสบาย และเชื่อมต่อกันเป็นตาข่ายในย่านชุมชน การวางนโยบายการเกษตรและการตลาดที่ส่งเสริมพืช ผัก ผลไม้ให้แพร่หลายและเป็น ที่นิยม ด้วยราคาที่คนส่วนใหญ่ซื้อหาได้ การใช้กลไกทางภาษีส่งเสริมน้ำมันพืชที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงให้แพร่หลายในราคาที่เหมาะสม เป็นต้น
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น