วันศุกร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2553

เบาหวาน

วันที่ 14 พฤศจิกายน เป็นวันเบาหวานโลก ซึ่งทั่วโลกจะได้จัดกิจกรรมส่งเสริมให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของโรคนี้ ช่วยกันหาทางป้องกันและควบคุมโรคให้ลดความพิการและความสูญเสียลง

เบาหวานได้ชื่อว่าเป็น "ภัยเงียบ" หรือ "เพชฌฆาตมืด" (silent killer) เพราะเป็นโรคที่ไม่ปรากฏอาการ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะรู้สึกแข็งแรงเช่นคนปกติทั่วไป จะไม่รู้ว่าตัวเองมีโรคเบาหวานซ่อนเร้นอยู่ ซึ่งจะค่อยๆ บ่อนทำลายร่างกายลงทีละน้อย จนในที่สุดปรากฏอาการของโรคแทรกซ้อนอันตราย เช่น โรคหัวใจ อัมพาต โรคติดเชื้อต่างๆ
1. ส่วนใหญ่เป็นความผิดปกติที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม (สายเลือด) มักมีพ่อแม่พี่น้องเป็นเบาหวานร่วมด้วย และอาจเป็นกันหลายคนในครอบครัวเดียวกัน (ได้ชื่อว่า "ครอบครัวเบาหวาน") สามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่

เบาหวานชนิดที่ 1 เป็นเบาหวานชนิดรุนแรง พบเป็นได้ตั้งแต่วัยเด็กและในคนอายุต่ำกว่า 20 ปี โดยที่ไม่มีภาวะน้ำหนักเกิน และมีอาการไม่สบายชัดเจน คือ ปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำบ่อย หิวข้าวบ่อย อ่อนเพลีย น้ำหนักลด จำเป็นต้องรักษาด้วยยาฉีดอินซูลินทุกวัน เนื่องจากผู้ป่วยชนิดนี้เกิดจากความผิดปกติของตับอ่อนที่ไม่สามารถผลิตอินซูลิน* ถ้าหากขาดยาฉีดอินซูลินก็อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น หมดสติจากภาวะคีโตนในเลือดสูงได้ (คีโตน มีพิษต่อสมอง ทำให้หมดสติ) เบาหวานชนิดที่ 1 นี้พบได้น้อยกว่าชนิดที่ 2 มาก

อินซูลินซึ่งเป็นสารที่ผลิตโดยตับอ่อน ทำหน้าที่นำน้ำตาล (กลูโคส) จากกระแสเลือดเข้าสู่ภายในเซลล์ (อันเป็นองค์ประกอบของเนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆ) เพื่อการเผาผลาญให้เกิดพลังงาน ทำให้ร่างกายสามารถทำงานได้เป็นปกติ ถ้าร่างกายขาดอินซูลินอย่างรุนแรง (ดังที่พบในโรคเบาหวานชนิดที่1) หรือว่าร่างกายดื้อต่ออินซูลิน กล่าวคือมีอินซูลินพอเพียง แต่ทำหน้าที่ไม่ได้(ดังที่พบในโรคเบาหวานชนิดที่ 2) ก็จะเกิดการคั่งของน้ำตาลในกระแสเลือด และท้นออกมาทางปัสสาวะ คือ มีน้ำตาลหลุดออกมาในปัสสาวะ จึงได้ชื่อว่า "เบาหวาน" เกิดอาการและภาวะรุนแรงต่างๆ (ภาพประกอบที่ 1)

เบาหวานชนิดที่ 2 เป็นชนิดที่พบได้บ่อยมาก (ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเบาหวานชนิดนี้) มักไม่มีอาการแสดงชัดเจน (ได้ชื่อว่า "เพชฌฆาตมืด") มักพบในคนอายุมากกว่า 30 ปี ที่มีรูปร่างท้วม (น้ำหนักเกิน) หรือ อ้วน ซึ่งพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายหลายเท่า ในปัจจุบันพบเบาหวานชนิดนี้ในเด็กอ้วนได้บ่อยขึ้นกว่าแต่ก่อน มักตรวจพบเมื่อผู้ป่วยมาขอตรวจเช็กสุขภาพ (โดยที่ร่างกายแข็งแรงดี) โดยพบว่ามีระดับน้ำตาลสูงถึงขั้นที่เป็นโรค (ระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร 8 ชั่วโมง มีค่าเท่ากับหรือมากกว่า 126 มก./ดล.) แต่ยังไม่สูงมากถึงขั้นแสดงอาการ (ระดับน้ำตาลในเลือดมีค่าเท่ากับหรือมากกว่า 200 มก./ดล.)
เบาหวานชนิดที่ 2 สามารถรักษาด้วยการใช้ยาลดน้ำตาลชนิดกิน ควบคู่กับการควบคุมอาหารและน้ำหนักตัว หากปล่อยปละละเลยแม้จะไม่มีอาการก็สามารถเกิดโรคแทรกซ้อนตามมาในระยะยาว (5-10 ปีต่อมา) ได้ส่วนน้อยเกิดจากพฤติกรรม ที่สำคัญคือ การบริโภคเกินจนเป็นโรคอ้วน (ดัชนีมวลกายมากกว่า 30 กก./เมตร2 ความอ้วนทำให้ร่างกายดื้อต่ออินซูลิน) การดื่มสุราจัดอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นโรคตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง ตับอ่อนไม่สามารถผลิตอินซูลินได้เพียงพอ.

ในรายที่เป็นมาก ระดับน้ำตาลในเลือดมากกว่า 200 มก./ดล. ซึ่งพบในกลุ่มเบาหวานชนิดที่ 1 และบางส่วนของเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งเป็นถึงขั้นรุนแรง ผู้ป่วยจะมีอาการปัสสาวะบ่อย และออกครั้งละมากๆ กระหายน้ำบ่อย หิวบ่อยหรือกินข้าวจุ อ่อนเปลี้ยเพลียแรง บางรายอาจสังเกตว่าปัสสาวะมีมดขึ้น


กินอย่างไรให้ไกลเบาหวาน%20(สำหรับคนที่ยังไม่เป็น)

ถ้าผู้อ่านต้องการรู้ว่าเป็นเบาหวานหรือไม่ ให้พบแพทย์เพื่อตรวจเลือด แพทย์จะเป็นผู้วินิจฉัยโรค สำหรับผู้ที่อายุ ๓๕ ปีขึ้นไปแนะนำให้ตรวจเบาหวานปีละครั้ง ไม่ว่าจะอ้วนหรือไม่ก็ตามกันไว้ดีกว่าแก้

สรุปอย่างง่ายๆ ว่า ถ้าผู้อ่านเข้าใจตรงกันว่า ร่างกาย มนุษย์ถูกสร้างมาให้เผาผลาญคาร์โบไฮเดรตได้ในระดับ หนึ่ง การกินเมล็ดธัญพืชที่ขัดสีน้อยดีกว่าการกินเมล็ดธัญพืชขัดขาว น้ำตาลขัดขาวเป็นของที่ควรจำกัดการกิน แต่เป็นสารที่พบทั่วไปในผลิตภัณฑ์อาหารทุกชนิด เพราะมนุษย์ปัจจุบันถูกเลี้ยงให้ติดรสหวาน (เด็กไทยดื่มนมรสหวานที่ได้รับจากโรงเรียนมากว่า ๓๐ ปีแล้ว เด็กฝรั่งดื่มนมรสจืด) และน้ำตาลเป็นสารปรุงรสราคาถูก

อ่าจจะสามารถเลือกกินอาหารประจำวันให้มาจากข้าวกล้อง หรือขนมปังโฮลวีต ในปริมาณที่ไม่เกินความสามารถในการจัดการของร่างกาย (ขนมปัง ๖-๘ แผ่นต่อวัน หรือข้าวสุกหนึ่งถ้วยภัตตาคารจีนไม่เกินหกถ้วย หรือข้าวครึ่งขนมปังครึ่งต่อวัน ถ้ากินเค้กก็ต้องหักข้าวออก ๑ ส่วน) ลดน้ำตาลให้มากที่สุดจากการจำกัดการกินขนมเบเกอรี่ ไอศกรีม ขนมน้ำแข็งไส น้ำผลไม้ที่ไม่ได้คั้นเอง กาแฟ ชาเย็น ชาเขียวสำเร็จ โอเลี้ยง เป็นต้น
กินผักและผลไม้เพิ่ม และออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ ๓ วันโดยการเดินวันละ ๔๐ นาที ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีแรงทำงาน ผู้อ่านจะกระฉับกระเฉงขึ้นมาก ถ้าปฏิบัติได้ตามนี้ในขณะที่ยังไม่เป็นเบาหวานผู้อ่านจะไกลเบาหวานไปอีกนาน

กินน้ำตาลอย่างไรให้ปลอดภัยและอายุยืน

๑. ลดน้ำตาลในการปรุงอาหารลงมาครึ่งหนึ่ง เติมน้ำตาลในเครื่องดื่มให้น้อยลง ดื่มน้ำผลไม้สด (ถ้าไม่ผสมน้ำตาลยิ่งดี) แทนน้ำอัดลม

๒. กินผลไม้สดมากๆ เพราะจะได้รับทั้งวิตามิน เกลือแร่ และกากจำนวนมาก และยังได้ความหวาน จากน้ำตาลฟรักโทส และกลูโคส

๓.ก่อนซื้ออาหารชนิดใด ควรอ่านฉลากดูปริมาณน้ำตาลข้างภาชนะบรรจุ ว่ามีน้ำตาลซูโครส แล็กโทส ฟรักโทส มอลโทส น้ำเชื่อม น้ำผึ้ง กี่เปอร์เซ็นต์
ไม่ควรกินน้ำตาลเกิน ๕๐-๗๕ กรัม หรือประมาณ ๓ ช้อนโต๊ะเศษๆ ในแต่ละวัน เพราะปริมาณ น้ำตาลที่ร่างกายต้องการไม่ควรเกิน ร้อยละ ๑๐ ของปริมาณแคลอรีที่ร่างกายต้องการทั้งหมดต่อวัน (๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ แคลอรี) ซึ่งจะมากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นกับพลังงานที่เราใช้ไป
กินน้ำตาลสีรำแทน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น