วันพุธที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2553
โรคไต ไตวายเรื้อรังป้องกันได้
"ไต" มีรูปร่างคล้ายเมล็ดถั่ว ขนาดเท่ากำปั้นคนปกติ มี ๒ ข้าง อยู่ด้านหลังช่องท้องข้างละ ๑ อัน ไตทำหน้าที่เกี่ยวกับการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย ผ่านทางปัสสาวะ รักษาสมดุลของน้ำ เกลือแร่ และสมดุลกรด-ด่างในร่างกาย สร้างฮอร์โมน เช่น ฮอร์โมนที่ช่วยควบคุมสมดุล แคลเซียม และฟอสเฟต (คือ วิตามินดี นั่นเอง) และฮอร์โมนกระตุ้นไขกระดูกให้สร้างเม็ดเลือดแดงไตเสื่อมตามธรรมชาติเป็นอย่างไรปกติไตของเราจะเริ่มถดถอย เสื่อมตามธรรมชาติได้ร้อยละ ๑ ต่อปี นับตั้งแต่อายุ ๓๕ ปีเป็นต้นไป ถือว่าเป็นโรคหรือไม่ ตอบว่าไม่เป็นโรค แต่เป็นการเสื่อมตามวัย
ไตเสื่อมตามธรรมชาติเป็นอย่างไร
ปกติไตของเราจะเริ่มถดถอย เสื่อมตามธรรมชาติได้ร้อยละ ๑ ต่อปี นับตั้งแต่อายุ ๓๕ ปีเป็นต้นไป ถือว่าเป็นโรคหรือไม่ ตอบว่าไม่เป็นโรค แต่เป็นการเสื่อมตามวัยเวลามองโรคไตเสื่อมไม่ได้หมายความว่า ไตทั้งอันเสื่อม แต่หน่วยเล็กๆบางส่วนเริ่มเสื่อม บางส่วนอาจจะเสื่อมนิดหน่อย บางส่วนเสื่อมสภาพไปเลย แต่ว่าสภาพการทำงานของไต ทั้งหมดยังพอใช้ได้ ปกติคนอายุ ๘๐ ปี สภาพการทำงานของไตจะลดลงเหลือประมาณครึ่งหนึ่ง รวมทั้งอวัยวะอื่นๆก็เสื่อมไปตามวัยด้วยเช่นกัน การเสื่อมของไต ไม่ใช่เสื่อมเพียงข้างเดียว และมีอีกข้างหนึ่งดี แต่จะเสื่อมไปพร้อมๆกันทั้ง ๒ ข้าง คนเรามีไตอยู่ ๒ ข้าง ถ้าไตบกพร่องไป หรือถูกตัดไปข้างหนึ่ง ไตข้างที่เหลือ ยังพอทำหน้าที่แทนได้ ต่อเมื่อไตเสียไป ๒ ข้าง แล้วจึงมีอาการของโรคไตวายเรื้อรังตามมา
โรคไตเรื้อรังมีสาเหตุหลักๆมาจากอะไร
กลุ่มคนที่เสี่ยงที่มีโอกาสเกิดโรคไตเสื่อมหรือไตวายเรื้อรัง ได้แก่
๑. ผู้ที่เป็นโรคไตเรื้อรัง เช่น
- โรคติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะซ้ำซาก
- โรคนิ่วในไตและทางเดินปัสสาวะ
- โรคไตเป็นถุงน้ำซึ่งสามารถถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์
- โรคไตอื่นๆ
๒. ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเรื้อรังที่มีผลกระทบต่อการทำงานของไต เช่น
- โรคเบาหวาน
- โรคความดันสูง
- โรคเกาต์
- โรค เอส แอล อี (SLE)
๓. ผู้ที่กินยาบางชนิด (เช่น เฟนาซิติน เฟนิลบิวทาโซน ลิเทียมไซโคสปอรีน)หรือได้รับการสัมผัสสารเคมีบางชนิด (เช่น สารตะกั่ว แคดเมียม) ติดต่อกันเป็นเวลานาน
๔. ผู้ที่มีอายุมากกว่า ๖๐ ปี เพราะไตเสื่อมสภาพลงตามอายุ
โรคใดเป็นสาเหตุหลักที่โดดเด่นมาก
สาเหตุหลักของโรคไตวาย คือ เบาหวาน และความดันเลือดสูง โรคความดันเลือดสูง พบได้ ร้อยละ ๕ - ๑๐ (โอกาสเกิดโรคจะสูงขึ้นตามอายุ คือ ตั้งแต่ ๓๕ ปีขึ้นไป) ถ้าคำนวณจากคนไทย ๖๐ ล้านคน จะมีผู้ป่วยความดันสูง ๓-๖ ล้านคน ผู้ป่วยความดันสูง ร้อยละ ๑๐ จะมีโรคไตวายแทรกซ้อน คือ ๓๐๐,๐๐๐-๖๐๐,๐๐๐ คนโรคเบาหวาน พบได้ร้อยละ ๔ ถ้าคำนวณจากคนไทย ๖๐ ล้านคน จะมีผูป่วยเบาหวานทั้งสิ้น ๒.๔ ล้านคน ผู้ป่วยเบาหวานร้อยละ ๓๐ จะมีโรคไตเรื้อรังแทรกซ้อน คือ ๗๒๐,๐๐๐ คน ดังนั้นเมื่อรวมตัวเลข คาดว่าจะมีผู้ที่เป็นโรคไตวายจากทั้ง ๒ โรคนี้ สูงถึง ๑ ล้านคน มีข้อเท็จจริงประการหนึ่ง คือ โอกาสที่คนไทยจะเป็นโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายนั้น สูงถึง ๑,๐๐๐ คน ต่อประชากร ๑ ล้านคน โดยเฉพาะคนที่มีอายุมากกว่า ๕๐ ปี และมีโรคประจำตัว อยู่ในกลุ่มเสี่ยงเรียกได้ว่า โรคไตเรื้อรังใกล้ชิดกับคนไทยมาก
อยู่กับโรคไตให้ปลอดภัย
หลังจากได้รับการวินิจฉัยแล้วว่าเป็นโรคไตเรื้อรัง ผู้ป่วยแต่ละรายจะมีอัตราการเสื่อมหน้าที่ของไตแตกต่างกันไป บางรายการเสื่อมของไตเกิดขึ้นอย่างช้าๆนานหลายปีบางรายอาจมีการเสื่อมของไตอย่างรวดเร็วจนต้องเข้ารับการรักษาโดยการบำบัดทดแทนไตในเวลาน้อยกว่า ๑ ปี ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การดำเนินของโรคไตเรื้อรังเลวร้าย ได้แก่
๑. ชนิดของไตที่เป็นสาเหตุ
นับว่าเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งของการดำเนินโรคของไตเรื้อรัง เพราะโรคไตเรื้อรังบางอย่างอาจมีการดำเนินของโรคอย่างช้าๆ เช่น โรคไตที่เกิดจากถุงน้ำในไตหรือโรคเนื้อเยื่อไตและหลอดไตฝอยอักเสบเรื้อรัง ในทางตรงกันข้าม โรคไตเรื้อรังบางชนิดทำให้การทำงานของไตเสื่อมไปอย่างรวดเร็ว เช่น โรคไตที่เกิดจากโรคหลอดเลือดฝอยไตอักเสบเรื้อรัง โรคไตจากเบาหวาน เป็นต้น
๒. ความดันเลือดสูงภาวะความดันสูง เป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ไตเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็ว การควบคุมความดันเลือดในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังจึงสำคัญที่สุดที่จะช่วยชะลอการเสื่อมของไตความดันเลือดควรอยู่ในระดับประมาณ ๑๑๐-๑๒๕/๗๐-๗๕ มม.ปรอท นอกจากนี้ การกินยาลดความดันเลือดบางชนิดอาจช่วยชะลอการเสื่อมของไตได้ดี ดังนั้นการกินยาลดความดันเลือดอย่างสม่ำเสมอจึงมีความสำคัญต่อการชะลอความเสื่อมของไตเรื้อรังได้
๓. ระดับโปรตีนในปัสสาวะ ปัจจุบันพบว่า การปล่อยให้ระดับโปรตีนในปัสสาวะสูงเป็นเวลานานๆ เป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ไตเสื่อมหน้าที่เร็วกว่าที่ควร ยิ่งมีโปรตีนรั่วทางปัสสาวะมาก ไตยิ่งเสื่อมเร็วขึ้น
๔. การกินอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น เนื้อสัตว์ ถั่ว เป็นต้น ในปริมาณมากต่อวัน เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ไตเสื่อมลงได้เร็ว แต่ในทางกลับกัน การได้กินอาหารโปรตีนต่ำเกินไป อาจทำให้ผู้ป่วยไตเรื้อรังขาดอาหารได้ และร่างกายอยู่ในสภาพขาดอาหาร โดยทั่วไป ผู้ป่วยมีแนวโน้มที่จะกินสารอาหารโปรตีนเกินเกณฑ์ขั้นต่ำอยู่แล้ว (มีแต่จะมากเกิน การจำกัดจนถึงระดับขาดสารอาหารหมักไม่เกิดขึ้น)
๕. การกินยา ยาที่แพทย์สั่งให้ผู้ป่วยไตเรื้อรังมีหลายชนิด บางชนิดช่วยให้ไตเสื่อมช้าลง ผู้ป่วยควรกินตามแพทย์สั่งสม่ำเสมอ ควรหลีกเลี่ยงการซื้อยามากินเอง เพราะมียาอีกหลายชนิดที่อาจทำให้การทำงานของไตเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนกินยาใหม่
๖. การปฏิบัติตัวของผู้ป่วยนอกจากการรักษาโรคที่เป็นสาเหตุของไตเรื้อรัง การกินยาและอาหารที่เหมาะสมแล้ว การงดสูบบุหรี่ก็เป็นสิ่งสำคัญอีกประการหนึ่ง พบว่า ผู้ป่วยไตเรื้อรังที่สูบบุหรี่มีการเสื่อมของไตเร็วกว่าผู้ป่วยไตเรื้อรังที่ไม่สูบบุหรี่ นอกจากนั้น การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การมีสุขภาพจิตที่ดีถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลดีต่อสุขภาพ
การรักษาโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย
ผู้ป่วยสามารถเลือกวิธีการรักษาด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งตามความต้องการและเหมาะสม ผู้ป่วยที่อายุน้อยและไม่มีโรคอื่นร่วมด้วยจะรักษาด้วยวิธีใดก็ได้ผลดีทั้งสิ้น ผู้ป่วยสูงอายุ ผู้ที่เป็นโรคหัวใจหรือผู้ที่หลอดเลือดแข็งตัวและตีบตัน เช่น จากโรคเบาหวาน หรือโรคความดันเลือดสูง เป็นต้น ควรรักษาด้วยวิธีการขจัดของเสียทางช่องท้องอย่างต่อเนื่องจะดีกว่าการฟอกเลือด แต่จะต้องพิจารณาเป็นรายๆ การจะเลือกใช้วิธีใดนั้น แพทย์จะแนะนำวิธีที่เหมาะสม โดยพิจารณาจากอายุ โรคพื้นฐาน ลักษณะหลอดเลือด บุคลิก และสภาพจิตใจ
๑. การรักษาด้วยยา และการควบคุมอาหารและน้ำหากจำกัดอาหารโปรตีนตั้งแต่ระยะต้นๆ จะช่วยชะลอความเสื่อมของไตได้ด้วย แต่เมื่อผู้ป่วยมีการดำเนินของโรคไตมาถึงระยะท้ายของโรค วิธีนี้จะไม่ได้ผล แต่อาจทำให้อาการต่างๆของดรคน้อยลง หรือบางครั้งอาการอาจหายไประยะหนึ่งได้
๒. การขจัดของเสียทางช่องท้องอย่างต่อเนื่องเป็นวิธีการรักษาโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายวิธีหนึ่ง หลังจากได้รับการฝึกสอนจากแพทย์และพยาบาลเป็นเวลา ๑-๔ สัปดาห์แล้วผู้ป่วยสามารถกลับไปทำได้เองที่บ้าน ค่าใช้จ่ายในการขจัดของเสียทางช่องท้อง(รวมค่าน้ำยา) วันละประมาณ ๑,๐๐๐ บาท ทำทุกวันไปตลอด ในขณะที่ได้รับการรักษาผู้ป่วยสามารถทำงานและปฏิบัติภารกิจได้ปกติ
๓. การฟอกเลือด (การทำไตเทียม)การฟอกเลือดเป็นการบำบัดรักษาทดแทนการทำงานของไตในผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้ผลดีอีกวิธีหนึ่ง และเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย ผู้ป่วยจะได้รับการฟอกเลือดสัปดาห์ละ ๒ ครั้ง เฉลี่ยเดือนละ ๙ ครั้ง ค่าใช้จ่ายสำหรับการฟอกเลือด เฉลี่ยครั้งละประมาณ ๒,๐๐๐-๒,๕๐๐ บาท ผู้ป่วยและญาติควรมีทุนสำรองหมุนเวียนใช้จ่ายประมาณเดือนละ ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ บาท
๔. การปลูกถ่ายไตการปลูกถ่ายไต หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า การเปลี่ยนไต เป็นวิธีการรักษาโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ที่ได้ผลดีที่สุดในปัจจุบัน ผู้ป่วยจะมีคุณภาพชีวิตใกล้เคียงปกติเพียงแต่ต้องกินยา การรักษาด้วยวิธีนี้มีความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงของยากดภูมิคุ้มกันที่ใช้ควบคุมไม่ให้ร่างกายต่อต้านไตใหม่ที่ปลูกถ่าย และผลของการรักษาขึ้นกับสภาพร่างกายของผู้ป่วยก่อนได้รับการปลูกถ่ายไตด้วย การตรวจร่างกายอย่างละเอียด การคัดเลือกผู้ป่วยที่เหมาะสม การเตรียมผู้ป่วยให้พร้อมทั้งร่างกายและจิตใจมีความสำคัญยิ่ง ปัจจุบันมีคนไทยที่ป่วยเป็นโรคไตวายเรื้อรังรอรับการปลูกถ่ายไตมากกว่า ๑,๐๐๐ ราย แต่ได้รับการปลูกถ่ายไตเพียงปีละ ๑๐๐ รายต่อปีเท่านั้น หรือประมาณร้อยละ ๑๐ ทุกปีจะมีผู้ป่วยไตเรื้อรังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในจำนวนผู้ป่วย ๑,๐๐๐ รายที่รอการปลูกถ่ายไต กว่าจะได้รับการปลูกถ่ายไตหมดต้องใช้เวลาประมาณ ๑๐ ปี
การป้องกันโรคไตเรื้อรัง
นอกจากการวัดค่า"แรงม้าของไต"แล้วสิ่งที่ควรปฏิบัติ มีดังนี้
๑. ตรวจเช็กดูว่า เป็นความดันเลือดสูง เบาหวาน และโรคเกาต์ หรือไม่ ถ้าเป็นจะต้องรักษาอย่างจริงจังและต่อเนื่องจนสามารถควบคุมระดับความดันเลือด ระดับน้ำตาลและกรดยูริกในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
๒. เมื่อเป็นโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (เช่น กระเพาะปัสสาวะอักเสบ กรวยไตอักเสบ)หรือมีภาวะอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ (เช่น นิ่ว ต่อมลูกหมากโต) จะต้องทำการรักษาให้หายขาด
๓. ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาที่อาจมีพิษต่อไต และระมัดระวังการใช้ยาในผู้ป่วยที่มีเลือดไปเลี้ยงไตไม่ดี (หัวใจวาย หลอดเลือดแดงไตตีบ เป็นต้น) ในกรณีผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคความดันเลือดสูง เราควรมองว่าโรคสมอง โรคหัวใจ และโรคไต ที่เกิดจากโรคทั้ง ๒ ดังกล่าว เป็นเรื่องเดียวกัน คือ เป็นเรื่องความเสื่อมของหลอดเลือดแดงทั่วร่างกาย ทำให้อวัยวะต่างๆขาดเลือดไปเลี้ยง เพียงแต่สมองและหัวใจถูกกระทบก่อน เพราะเป็นอวัยวะสั่งการ ส่วนไตเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่ขับของเสียจึงปรากฎอาการในระยะหลังเมื่อโรคไตเป็นมากแล้วดังนั้นผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน และความดันเลือดสูงทุกคนจำเป็นจะต้องรับการตรวจ การทำหน้าที่ของไตเป็นระยะๆ ด้วยการตรวจเลือดและปัสสาวะ หากพบว่าเริ่มมีการเสื่อมของไตระยะแรกเริ่ม (ก่อนมีอาการ) จะได้หาทางขจัดปัดเป่าให้ดีขึ้นได้ อย่าประมาท ปล่อยจนมีอาการแสดงชัดเจน ก็อาจสายเกินแก้ได้
ดังนั้นผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน และความดันเลือดสูงทุกคนจำเป็นจะต้องรับการตรวจ การทำหน้าที่ของไตเป็นระยะๆ ด้วยการตรวจเลือดและปัสสาวะ หากพบว่าเริ่มมีการเสื่อมของไตระยะแรกเริ่ม (ก่อนมีอาการ) จะได้หาทางขจัดปัดเป่าให้ดีขึ้นได้ อย่าประมาท ปล่อยจนมีอาการแสดงชัดเจน ก็อาจสายเกินแก้ได้
วันจันทร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2553
โรคหัวใจ 5
พูดถึงตรงนี้ อยากทำความเข้าใจว่า ที่พูดมาทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลของการศึกษาเป็นกลุ่ม แน่นอนที่ว่าจะเอามาใช้กับทุกคนไม่ได้เช่น ว่าเราอาจวิ่งไม่น้อยไปกว่าคนอื่น แต่ทำไมจึงเกิดเป็นโรคหัวใจ หรือบางคนวิ่งเท่าไหร่อาจลดบุหรี่ลงไม่ได้สักตัวเดียวหรือน้ำหนักตัวมีแต่จะเพิ่มขึ้น เป็นต้น เราแต่ละคนเป็นอย่างที่หมอชีแฮนบอกว่า “ มีความเป็นเอกภาพของตัวเอง” เราคงต้องพลิกแพลงไปเพื่อให้อะไรๆมันลงตัวสำหรับเรา
สำหรับคนทั่วๆ ไปแล้ว ไม่ควรกลัวเรื่องโฆเลสเตอรอลสูงจนเกินไป เพราะข้อเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคหัวใจนั้นมีหลายอย่าง ดังกล่าวมาแล้ว การกลัวจนทำให้เกิดความวิตกกังวลก็จะทำให้เกิดความทุกข์ เกิดความเครียด จะทำให้ชีวิตไม่เป็นสุข ฉะนั้น ควรจะทำให้จิตใจผ่องใส กินอาหารให้เหมาะสมครบทุกประเภท นับตั้งแต่อาหารพวกข้าว, เนื้อสัตว์, ไข่, ถั่วต่างๆ, ผัก และผลไม้ และให้มีการออกกำลังกายโดยสม่ำเสมอ
สำหรับเรื่องของไข่นั้น ก็ควรจะส่งเสริมและบริโภคกันต่อไป เพราะเป็นอาหารที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง ควรจะสนับสนุนให้ผลิตมากพอจนราคาถูก พอที่จะให้คนทุกระดับซื้อกินได้
ความสำคัญของไข่ต่อทารกและเด็กนั้นมีมาก มีการแนะนำให้เลี้ยงเด็กอ่อน ด้วยข้าวบดไข่แดง ตั้งแต่อายุ 4 เดือน เพราะถือว่า ไข่แดงมีวิตามิน, แร่ธาตุต่างๆ ที่จำเป็นในการเติบโตของเด็ก และเมื่อเด็กโตขึ้น ก็อาจจะให้กินไข่วันละฟองได้ พอเป็นผู้ใหญ่ไข่ก็ยังมีความสำคัญกับชีวิตประจำวัน ก็อาจใช้ไข่ทำเป็นอาหารประเภทต่างๆ ได้
คนที่ชอบกินไข่มากจนเกินไป เช่น กินวันละ 3-4 ฟองนั้น ก็อาจถือว่ามากไปหน่อย เพราะหลักทางโภชนาการนั้น ควรจะต้องกินอาหารหมุนเวียนไป เช่น อาจเปลี่ยนจากไข่เป็นเนื้อสัตว์, ถั่วต่างๆ, ตับ เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตาม ก็ยังอาจจะกินไข่ได้วันละฟอง
ในบางรายที่มีปัญหาเรื่องโฆเลสเตอรอลสูงในเลือดนั้น ไข่ก็ยังมีความสำคัญในชีวิต อาจจะกินไข่ทั้งฟองได้อาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง แต่สำหรับไข่ขาวนั้นอาจกินได้ทุกวัน โดยแยกไข่แดงให้เด็กกิน
ความดันสูง ความดันต่ำ
คนที่มีความดันโลหิตสูงอาจไม่มีอาการป่วยให้เห็น แต่ถ้าแสดงอาการ แสดงว่าผลของความดันสูงนั้นกระทบต่อหัวใจและหลอดเลือด เช่น หัวใจโต บีบตัวไม่ปกติ หัวใจล้มเหลว มีอาการเหนื่อยง่าย หายใจลำบาก ส่วนปัญหาต่อหลอดเลือด เช่น ตามัว ไตเสื่อม กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด เป็นต้น-การวัดความดันโลหิตเพื่อพิสูจน์ว่าเป็นความดันโลหิตสูงหรือไม่นั้นสำคัญมาก เพราะถ้าไม่สูงจริงแล้วไปกินยาลดก็จะเกิดอันตราย และต้องเข้าใจก่อนว่า ความดันโลหิตของคนปกติจะมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงได้ในช่วงหนึ่ง การแกว่งตัวของค่าความดันนี้จะมากขึ้นเมื่อเกิดความไม่ปกติ เช่น ความเจ็บปวด ตื่นเต้น ตกใจ เครียด กังวล เป็นต้น
การวัดความดันโลหิตเพื่อดูว่ามีความดันสูงจริงหรือไม่ ต้องวัดหลายๆ ครั้งหลังจากที่นั่งพักและผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจแล้ว และนำค่าทั้งหมดมาพิจารณาดูการแกว่งตัว หากค่าที่วัดได้ส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ปกติก็ยังไม่ต้องไปใช้ยา ในบางกรณีหมออาจต้องพิจารณาจากสภาพร่างกายหรือความเจ็บป่วยอื่นประกอบด้วย ไม่ใช่ดูแค่ตัวเลขเท่านั้น
สำหรับเรื่องของความดันโลหิตต่ำนั้น พบว่าเข้าใจผิดกันบ่อยและต้องอธิบายกันยาว เพราะความดันต่ำนั้นไม่ใช่โรค แต่เป็นความผิดปกติของแรงดันโลหิตที่ค่าต่ำกว่าปกติ ซึ่งมักจะพบในผู้ป่วยที่มีอาการหนัก เช่น บาดเจ็บรุนแรงจนเสียเลือดมาก เสียน้ำและเกลือแร่มาก โลหิตเป็นพิษ หัวใจล้มเหลว หรือระบบประสาทอัตโนมัติผิดปกติ เป็นต้น
บางกรณีก็พบในคนที่ป่วยเป็นความดันโลหิตสูงแล้วได้รับยาลดความดันโลหิต จนทำให้ความดันลดต่ำลง ซึ่งอาจมีอาการหน้ามืดหรือเป็นลมเมื่อเปลี่ยนท่าเป็นนั่งหรือยืน แต่ก็จะมีอาการอยู่เพียงชั่วครู่เท่านั้น
การรักษาความดันโลหิตต่ำจริงๆ นั้น จะใช้ยาเพิ่มความดันชนิดฉีดในกรณีฉุกเฉินและทำในโรงพยาบาล ดังนั้นคนไข้ที่ไปซื้อยาเพิ่มความดันมากิน อาจเป็นเหยื่อของการโฆษณาสรรพคุณยาที่เกินจริง
มีหลายคนไปหาหมอบ่อยๆ ด้วยอาการหน้ามืดตาลาย เวียนหัว มึนหัว ซึ่งเข้าข่ายอาการผิดปกติเล็กน้อยของระบบประสาททรงตัวประกอบกับความวิตกกังวล-ถ้าไปเจอหมอบางคนที่ขี้เกียจอธิบายมาก อาจจะบอกว่าเป็น "โรคความดันต่ำ" หรือที่หนักไปกว่านั้นคือบอกว่า "เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ" ทั้งๆ ที่ไม่มีหลักฐานมาสนับสนุน
คนไข้บางคนยังดูแข็งแรง อยู่ในวัยหนุ่มสาว เอะอะอะไรก็ "เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ" เสียแล้ว ถ้าเป็นคนแก่ก็ว่าไปอย่าง แต่ถึงแม้เป็นคนแก่ ก็ต้องมีเหตุผลสนับสนุนและบ่งว่าสมองผิดปกติ เช่น พูดไม่ชัด เห็นภาพซ้อน กลืนลำบาก ชา ชัก หรือเป็นอัมพาต ไม่ใช่แค่อาการ มึนงง เวียนศีรษะ ก็หาว่าความดันต่ำหรือเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ อย่างนี้ผู้เขียนเคยใช้คำว่า "โรคมั่ว" มาแล้ว
การพิจารณาค่าความดันโลหิตและการรักษานั้น ควรดูหลายอย่างประกอบกัน เช่นสภาพร่างกายและจิตใจ การวัดหลายๆ ครั้งในสภาวะที่ผ่อนคลาย รวมทั้งพิจารณาอาการพื้นฐานของร่างกายและความเจ็บป่วยประกอบกับตัวเลข ส่วนคนไข้ก็อย่าวิตกกังวลจนเกินเหตุ ควรพิสูจน์ให้แน่นอนโดยมีเหตุผลสนับสนุนอย่างเพียงพอว่าเป็นความดันสูงหรือความดันต่ำจริงๆ
โรคหัวใจ 4
เป็นโรคที่เกิดจากความดันเลือดสูง
⇒ มันเกิดขึ้นได้อย่างไร :อันที่จริงแล้ว โรคนี้ไม่ได้พิการที่ตัวหัวใจเองโดยตรง แต่เป็นการพิการที่หลอดเลือดแดงทั่วร่างกายจากสาเหตุต่าง ๆ กัน ผนังของหลอดเลือดแดงทั่วร่างกายที่เคยยืดหยุ่นง่าย จะค่อย ๆ แข็งกระด้างขึ้นตามอายุ ที่เราเรียกว่าภาวะหลอดเลือดแข็ง นอกจากภาวะหลอดเลือดแข็งที่เกิดขึ้นจากการเสื่อมตามธรรมชาติ (ตามอายุขัย) แล้วยังมีสาเหตุอื่น ๆ ที่ไปช่วยให้เกิดภาวะหลอดเลือดแข็งได้ง่ายและเร็วขึ้น ดังตัวอย่างที่ได้กล่าวในข้อ 5 เรื่องโรคหัวใจขาดเลือดนอกจากนั้น แรงดันเลือดสูง ๆ ไม่วาจะจากสาเหตุใดก็ตามเช่น โรคไต เนื้องอกที่ต่อมหมวกไต การตั้งครรภ์เป็นพิษ ก็จะทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดแข็งได้ นอกจากแรงดันเลือดสูงจะทำให้เกิดอาการทางระบบหัวใจแล้ว ยังอาจจะทำให้เกิดอาการทางสมองและทางไตอีกด้วยเช่น เส้นเลือดในสมองแตกหรือตัน หรือไตพิการได้
⇔ อาการที่เราควรรู้
-ความดันเลือดสูง อาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ ตามัว หรือไม่มีอาการก็ได้ เมื่อแรงดันเลือดสูงขึ้น หัวใจจะต้องทำงานมากขึ้น ทำให้หัวใจโต เมื่อหัวใจโตและต้องงานหนักขึ้น หัวใจก็จะได้รับเลือดและอาหารไปเลี้ยงไม่เพียงพอและสมรรถภาพในการทำงานจะเสื่อมลง ในที่สุดก็จะเกิดภาวะหัวใจล้ม เหนื่อยง่าย หอบ บวม (ดูหัวข้อ 3 ภาวะหัวใจล้ม) ถ้าแรงดันเลือดสูงมากหรือสูงอยู่นาน อาจทำให้หลอดเลือดในสมองแตก ตีบ หรือตัน ทำให้เป็นอัมพาต และอาจทำให้ไตพิการได้
⇒ แล้วเราจะป้องกันรักษากันอย่างไร
การป้องกันคือ การระวังอย่าให้อ้วน การอย่ากินของเค็ม การออกกำลังเป็นประจำ การทำจิตใจสงบ
การรักษาคือ การลดแรงดันเลือดให้ต่ำลง ถ้ามีภาวะหัวใจล้มร่วมด้วย ก็อาจจะต้องใช้ยากระตุ้นหัวใจ ยาขับปัสสาวะ และยาอื่น ๆ เข้าช่วยการปฏิบัติรักษาตัวเองในโรคหัวใจแบบนี้ คล้ายคลึงกับวิธีรักษาโรคหัวใจขาดเลือด
8.โรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบหรือพิการ
เป็นโรคที่เกิดขึ้นเนื่องจากมีการอักเสบหรือการเสื่อมพิการของกล้ามเนื้อหัวใจ
⇒ มันเกิดขึ้นได้อย่างไร
:-โรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบเกิดขึ้นจากเชื้อโรคหรือพิษของเชื้อโรค เกิดจากสารพิษในอาหารและเครื่องดื่ม เกิดจากยาบางชนิด เกิดจากการแพ้ยาหรือสารบางอย่าง และในบางครั้งก็เกิดขึ้นโดยเราไม่ทราบสาเหตุ ส่วนโรคกล้ามเนื้อหัวใจพิการนั้น มีสาเหตุที่สำคัญ ๆ เช่น การขาดวิตามินบีหนึ่ง การดื่มสุราเรื้อรัง การดื่มเบียร์บางชนิดที่มีสารเป็นพิษเจือปนเป็นต้น แต่โรคกล้ามเนื้อหัวใจพิการที่เรายังไม่ทราบสาเหตุก็ยังมีอยู่อีกมาก
⇒ อาการที่เราควรรู้
:-อาการของโรคหัวใจทั้ง ชนิดนี้ มักจะเป็นอาการของภาวะหัวใจล้ม แต่อาจมีอาการอื่น ๆ ซึ่งเป็นอาการของสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคหัวใจทั้ง 2 ประเภทนี้เช่น
-ถ้าเกิดจากเชื้อโรค ก็มักจะมีอาการไข้ มีแผล มีหนอง หรือมีอักเสบตรงส่วนที่เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย
-ถ้าเกิดจากพิษหรือยา ก็มักจะมีอาการเป็นพิษอื่นๆร่วมด้วย -ถ้าเกิดจากอาการแพ้ ก็มักจะมีผื่น มีการผิดปกติในเม็ดเลือดและอื่น ๆ ร่วมด้วย
⇒ แล้วจะปัองกันรักษาอย่างไร :
การป้องกันการหลีกเลี่ยงสาเหตุต่าง ๆ เท่าที่จะหลีกได้ เช่น หลีกเลี่ยงการติดเชื้อโรค อย่าใช้หรือกินยาและสารเป็นพิษ รวมทั้งสุราและเบียร์ กินอาหรที่มีวิตามินบีหนึ่งสูง เช่น ข้าวซ้อมมือ เนื้อสัตว์ เป็นต้น
-ส่วนการรักษา คือ การรักษาอาการของภาวะหัวใจล้ม ดังได้กล่าวแล้วในหัวข้อ 3 ภาวะหัวใจล้ม
-โรคหัวใจทั้งสองชนิดนี้ จะต้องหาสาเหตุและกำจัดสาเหตุโรคจึงจะหายขาด อย่างไรก็ตามแม้จะไม่ทราบสาเหตุ การใช้ยาบรรเทาการอักเสบและเพื่อช่วยกำลังของกล้ามเนื้อหัวใจ ก็จะช่วยให้โรคนี้บรรเทาลงได้มาก ๆ
9.โรคเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบหรือเป็นหนอง หรือมีน้ำในช่องเยื่อหุ้มหัวใจ
เป็นโรคหัวใจที่เกิดจากเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ แล้วทำให้เกิดน้ำหนอง หรือเลือดในช่องเยื่อหุ้มหัวใจ
-มันเกิดขึ้นได้อย่างไร :
-โรคหัวใจชนิดนี้ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อ จะเป็นเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส เชื้อพยาธิ หรือเชื้อราก็ตามส่วนน้อยเกิดจากของเสียบางอย่างคั่ง เช่น ในภาวะไตพิการเกิดจากมะเร็งที่แพร่กระจายมาที่หัวใจหรืออื่น ๆ
-อาการที่เราควรรู้จัก :-ผู้ที่เป็นโรคนี้ อาจมีอาการเจ็บหรือแน่นในหน้าอกได้มาก ๆ และมักจะมีอาการไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร และอาการอื่น ๆ ตามสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคนี้
-ถ้าเกิดน้ำหรือหนองขึ้นในช่องเยื่อหุ้มหัวใจมาก ๆ น้ำหรือหนองเหล่านี้ก็ไปกดหัวใจ ทำให้หัวใจทำงานไม่ได้ เกิดภาวะหัวใจล้ม มีอาการเหนื่อย หอบ บวม (ดูหัวข้อ 3 เรื่องภาวะหัวใจล้ม)แล้วจะป้องกันรักษากันอย่างไร
-การป้องกันคือ การกำจัดสาเหตุ และบรรเทาการบีบรัดหัวใจจากน้ำหรือหนองในช่องเยื่อหุ้มหัวใจ ทั้งนี้โดยใช้ยาฆ่าเชื้อหรือยาอื่น ๆ ที่เหมาะสม ถ้ามีน้ำหรือหนองอยู่มากพอจะเจาะออกได้ก็จำเป็นที่จะต้องเจาะออก หรือถ้าเจาะไม่ได้ ก็จำเป็นที่จะต้องผ่าตัดเอาน้ำหนอง หรือเยื่อหุ้มหัวใจออกเพื่อไม่ให้หัวใจถูกบีบรัดได้ ผู้ที่เป็นโรคนี้ จึงต้องไปหาหมอและขอรับการรับการรักษาเฉพาะตัว
10.โรคหัวใจชรา
อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายของเรา เมื่อเกิดแล้วจะเจริญเติบโตรับใช้เราอยู่ชั่วระยะหนึ่ง หลังจากนั้นการเจริญเติบโตก็ยุติ อวัยวะต่าง ๆ เหล่านั้นก็แก่ตัว และปรับตัวให้เหมาะสมต่อกันและกันและต่อสิ่งแวดล้อม หัวใจของเราก็เช่นเดียวกัน หัวใจของเราเริ่มทำงานตั้งแต่เราอยู่ในครรภ์ของมารดา มีการเจริญเติบโตและเปลี่ยนแปลงตั้งแต่แรกจนกระทั่งเราเกิดและเข้าสู่วัยหนุ่มสาว หลังจากนั้นหัวใจของเราจะเริ่มแก่ตัว เพื่อปรับตัวให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายและสิ่งแวดล้อม ถัดจากระยะนี้หัวใจของเราจะชราลง ถ้าเรามองดูและจับต้องผิวหนังของเด็กอ่อน เด็กโต หนุ่มสาว และคนสูงอายุ เราจะได้เห็นการเจริญเติบโต การแก่ตัว และการชราลงของผิวหนัง จากผิวที่เคยละเอียดอ่อนและหอมละมุน มาเป็นผิวที่หยาบขึ้นและไม่มีกลิ่นหอมของเด็กโต มาเป็นผิวที่หยาบกร้านและมีกลิ่นสาบของหนุ่มสาว มาเป็นผิวที่เหี่ยวย่นและเต็มไปดวยไฝฝ้าของคนชรา
การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างช้าๆ แต่เป็นไปตลอดเวลาจนเราไม่รู้สึกตัว หัวใจของเราก็เช่นเดียวกัน แต่เราไม่สามารถเห็นการชราของหัวใจได้ ทั้งที่เกือบจะถือกันได้ว่าหัวใจนั้นเป็นอวัยวะเดียวในร่างกายที่ทำงานให้เรารู้สึกได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเวลากลางวันหรือกลางคืน จะตื่นหรือหลับ จะดีใจหรือเสียใจ ตั้งแต่เราอยู่ในครรภ์มารดา จนกระทั่งถึงวาระสุดท้ายของชีวิต หัวใจจึงเป็นอวัยวะที่ธรรมชาติสร้างขึ้นมาอย่างมีประสิทธิภาพยิ่ง
ในปัจจุบัน การแพทย์ได้เจริญก้าวหน้าขึ้นอย่างมากมาย แต่เราก็ยังไม่เข้าใจโรคหัวใจชรานี้อย่างถ่องแท้ เช่นเดียวกับที่เรายังไม่เข้าใจว่า ทำไมสิ่งมีชีวิตจึงต้องเกิด แก่ เจ็บ และตาย โรคหัวใจชราจึงยังเป็นหัวข้อเรื่องที่ต้องการการศึกษาค้นคว้าอีกมากทั้งในทางโลกและทางธรรม ส่วนต่าง ๆ ของหัวใจที่ชราลงที่เรารู้กันบ้างในปัจจุบันคือ ส่วนที่สืบเนื่องมาจากความชราของหลอดเลือด ทำให้เกิดโรคหัวใจต่าง ๆ เช่น โรคหัวใจขาดเลือด โรคหัวใจจากแรงดันเลือดสูง ดังได้กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว นอกจากนั้นยังมีพวกโรคหลอดเลือดพิการต่าง ๆ เช่น เส้นเลือดขดหรือขอดจากความพิการของหลอดเลือดดำ จะทำให้ขาและเท้าบวม และหรือปวด ถ้าหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงขาเกิดตีบตันภาวะหลอดเลือดแข็ง จะทำให้ปวดขาเวลาเดินและมีอาการเป็นตะคริวง่าย ถ้าหลอดเลือดแดงใหญ่ข้างในทรวงอกหรือข้างในท้องโป่งพอง จะทำให้เกิดอาการเจ็บรุนแรง หรือเกิดอาการตกเลือดได้ เป็นต้น
⇒ แล้วจะป้องกันรักษากันอย่างไร
การรักษาโรคหัวใจชราเป็นการรักษาตามอาการและตามชนิดของโรคเท่านั้น เพราะยังไม่มียาและวิธีรักษาใด ๆที่จะสามารถทำให้ส่วนที่เสื่อมไปกลับคืนเป็นปกติเช่นเดียวกับที่ยังไม่มียาหรือวิธีรักษาใด ๆที่จะทำให้คนชรากลับเป็นคนหนุ่มสาวอย่างสมบูรณ์ได้อีก
การระวังรักษาตัวเองจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ที่จะชะลอการชราลงของร่างกายและหัวใจ ตัวอย่างของการรักษาตัวเองในเรื่องนี้ได้แก่
1.ให้มีน้ำหนักพอดี อย่าให้ผอมเกินไป โดยการกินอาหารให้พอเพียงและเหมาะสม อย่าให้อ้วนและมีน้ำหนักมากเกินขนาดด้วยการลดอาหารลง โดยเฉพาะอาหารจำพวกแป้ง และอาหารไขมัน พยายามกินผักให้มากขึ้น อาหารพวกเครื่องในสัตว์ก็ควรกินแต่น้อย
2. เลิกสูบบุหรี่ และถ้าดื่มสุรา ชา กาแฟ ก็แต่พอควร
3. พักผ่อนให้เต็มที่ โดยเฉพาะการนอนหลับที่สนิทและเพียงพอ และการหลีกเลี่ยงหรือผ่อนคลายภาวะเครียดทางจิตใจ เช่น ความกังวล ความโศกเศร้า ความดีใจ และอารมณ์อื่น ๆ อันเกินขอบเขต
4. ออกกำลังกายตามความเหมาะสมและโดยสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงภาวะเครียดทางกายเช่น การออกกำลังเบ่งอุจจาระเพราะปล่อยให้ท้องผูก การวิ่งไล่รถเมล์หรือการออกกำลังกายอื่น ๆ ในยามคับขันหรือฉุกละหุก
5. อาศัยอยู่ในถิ่นฐานที่สงบปราศจากเสียง แสง และสิ่งทำลายสุขภาพอื่น ๆ เช่น ไอเสียรถยนต์ อากาศและน้ำที่เป็นพิษ ความโกลาหลวุ่นวายและการชิงดีชิงเด่นกันทำมาหากิน เป็นต้น
6. ระวังรักษาตัวอย่าให้เป็นโรคบ่อย ๆ ได้ง่าย เช่น อย่าให้ถูกอากาศร้อนจัดหรือเย็นจัดโดยกะทันหันหรือเข้า ๆออกๆจากสถานที่เย็นและร้อน หลีกเลี่ยงจากคนที่เป็นโรคติดต่อหรือจากสถานที่ๆเพาะพันธุ์ของเชื้อโรค เป็นต้น
7. รักษาโรคที่เป็นอยู่ให้หายโดยเร็ว หรือให้ดีที่สุดเท่าที่จะดีได้ เช่น โรคเบาหวาน โรคเก๊าท์ โรคไขมันในเลือดสูงมาแต่กำเนิด เป็นต้น
8.ฝึกฝนตนเองให้มีความสงบและสันโดษ ให้มีความสุขและความพอใจในชีวิตและรู้จักระบายผ่อนคลายอารมณ์อันเป็นภัย เป็นต้น
โรคหัวใจ 3
โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญหนึ่งของประเทศ ทุกๆ คนที่อายุมากกว่า ๔๐ ปีขึ้นไป มีความเสี่ยงในการเกิดหรือเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดต่างๆ กันตามเหตุปัจจัยของแต่ละคน ซึ่งได้แก่ ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ คือ เบาหวาน ความดัน (เลือดสูง) ไขมัน บุหรี่ เราสามารถที่จะประเมินความเสี่ยงรวมของการเสียชีวิตจากโรคดังกล่าวในอีก ๑๐ ปี ข้างหน้าได้ด้วยตนเองโดยใช้ระบบ SCORE ของยุโรป เพื่อเป็นแนวทางในการปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตลดความเสี่ยงในการเกิดโรคได้อย่างเหมาะสม บูรณาการและพึ่งตนเอง การประเมินความเสี่ยงรวมวิธีนี้เป็นการประเมินคร่าวๆ เพื่อให้ตระหนักถึงความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด ใช้สนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพลดโอกาสเสี่ยงของแต่ละบุคคลเท่านั้น ไม่สามารถจะใช้ในการพยากรณ์การเกิดโรค หรือเพื่อวัตถุประสงค์อื่น เช่น การประกันชีวิต เพราะที่มาของตารางความเสี่ยงนี้ ไม่ใช่ข้อมูลที่มาจากคนไทย
ผลที่รวบรวมได้จากการศึกษาส่วนใหญ่ ทำให้คำแนะนำสู่สาธารณชนเกี่ยวกับบทบาทของไขมัน ต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง ได้บ่งชี้ว่า ควรปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริโภคอาหาร โดยให้ความสำคัญต่อคุณภาพของไขมันที่ได้รับจากอาหาร ด้วยการลดการบริโภคอาหารที่เป็นแหล่งของไขมันอิ่มตัว และหลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารที่มีไขมันชนิดทรานส์สูง โดยเฉพาะผู้ ที่นิยมการบริโภคอาหารแบบตะวันตก และเพิ่มการบริโภคอาหารที่เป็นแหล่งของไขมันประเภทกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว และกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน และลดการบริโภคอาหารที่มีโคเลสเตอรอลสูง จะช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดสมองได้
ปัจจัยเสี่ยง
ความเข้าใจเกี่ยวกับสาเหตุเป็นจุดตั้งต้นของการหาทางแก้ปัญหา สำหรับกลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด คำว่า "สาเหตุ" มักถูกแทนที่ด้วยคำว่า"ปัจจัยเสี่ยง" เพราะความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลระหว่างตัวการกับตัวโรคไม่ตรงไปตรงมา ตัวอย่างเช่น คนที่สูบบุหรี่ไม่จำเป็นต้องลงเอยด้วยอัมพาตจากหลอดเลือดสมองอุดตัน ในทางตรงกันข้าม คนที่ไม่สูบบุหรี่กลับเป็นโรคนี้แม้ว่าโอกาสที่คนไม่สูบบุหรี่จะเป็นโรคน้อยกว่าคนที่สูบบุหรี่ก็ตาม
เมื่อกล่าวถึงปัจจัยเสี่ยง อาจจัดกลุ่มสำหรับโรคเรื้อรังได้เป็น ๕ กลุ่มใหญ่ ได้แก่
๑. กลุ่มที่แก้ไขไม่ได้ เช่น พันธุกรรม อายุ เพศ
๒. พฤติกรรมเสี่ยง เช่น การกิน การออกกำลังกาย การสูบบุหรี่ การดื่มสุรา
๓. ปัจจัยเสี่ยงทางสรีระ เช่น ความดันเลือดสูง น้ำตาลในเลือดสูง ไขมันในเลือดสูง น้ำหนักเกิน
๔. สิ่งแวดล้อมทางกายภาพ และสังคม เช่น จราจรที่แออัด มลพิษ ที่อยู่อาศัยที่แออัด เสื่อมโทรม
๕. นโยบายสาธารณะ เช่น ผังเมืองที่นำไปสู่การจราจรคับคั่ง การกระจายรายได้ที่ไม่สมดุล
การลดความเสี่ยง (โอกาส) ของการเป็นภาวะหลอดเลือดแข็งและตีบ อันนำไปสู่โรคหัวใจ โรคสมอง และอื่น ๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่พึงกระทำ โดย
1. บริโภคอาหารอย่างเหมาะสม โดยกินผัก ผลไม้ให้มาก ลดอาหารไขมันและของหวาน ควบคุมปริมาณอย่าให้กินจนน้ำหนักเกินหรืออ้วน
2. หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ
3. อย่าทำงานหักโหม และรู้จักผ่อนคลายความเครียด
4. อย่าสูบบุหรี่ อย่าดื่มเหล้าจัด
5. ควรตรวจเช็คร่างกายเมื่ออายุ 30-40 ปี แต่ถ้ารูปร่างอ้วน หรือมีคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคหัวใจหรืออัมพาต ก็ควรตรวจเช็คสุขภาพเร็วขึ้นกว่าวัยนี้
6. เมื่อตรวจพบว่าเป็นโรคความดันเลือดสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง หรือน้ำหนักเกิน ควรติดต่อรักษากับแพทย์อย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อควบคุมให้กลับสู่ภาวะปกติ (ขอย้ำว่า โรคเหล่านี้เป็นโรคที่รักษาได้ ถึงแม้จะเป็นเรื้อรังก็ตาม)สิ่งเหล่านี้ควรปลูกฝังให้เกิดขึ้นตั้งแต่อายุยังน้อย (เช่น วัยเด็ก และวัยรุ่น) ไม่ใช่ปล่อยปละละเลย หรือมัวแต่ทำงานหนักจนลืมดูแลสุขภาพตนเอง
ความรู้จากประเทศอุตสาหกรรมยืนยันตรงกันว่าพฤติกรรมเสี่ยงเป็นเหตุสำคัญของการเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือดส่วนใหญ่พฤติกรรมเสี่ยงที่สำคัญมาก ๓ ประการได้แก่
๑. การสูบบุหรี่ ผู้ชายไทยทุกวันนี้เกือบครึ่งหนึ่งสูบบุหรี่ ในขณะที่ผู้หญิงเพียงร้อยละ ๓ เท่านั้นที่สูบ แนวโน้มของพฤติกรรมสูบบุหรี่ในคนไทยมีทิศ ทางลดลงอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม เราไม่ควรนิ่งนอนใจเพราะในแต่ละปีการสูบบุหรี่ทำ ให้คนไทยเสียชีวิตมากถึง ๔๒,๐๐๐ คน และเยาวชน กำลังถูกชักนำให้สูบบุหรี่ด้วยกลยุทธ์การตลาดที่เล็ดลอดช่องโหว่ของกฎหมายอยู่เสมอ
๒. การขาดการออกกำลังกาย สังคมไทยปัจจุบัน ที่เต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก ทั้งที่บ้าน ที่ทำงาน และที่สาธารณะ สิ่งบันเทิงที่เข้าถึงบ้านในรูปแบบต่างๆ ได้ชักนำให้วิถีชีวิตที่พึ่งพาการใช้แรงกายนับวันลดน้อย ถอยลง การขาดการออกกำลังกายเพิ่มความเสี่ยงที่ จะป่วยด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดถึง ๒.๔ เท่า ใน ประเทศฟินแลนด์มีการวิจัยพบว่าหากอีกร้อยละ ๘ ของคนวัยทำงานเลือกที่จะเดินหรือขี่จักรยานเพิ่มขึ้น การเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจตีบจะลดลงร้อยละ ๓-๗
๓. โภชนาการอันไม่เหมาะสม ทุกวันนี้คนไทยอายุ ๓๕ ปีขึ้นไปถึงร้อยละ ๓๕ มีปัญหาน้ำหนักเกิน ไปจนถึงอ้วน และเกือบครึ่งหนึ่งมีระดับโคเลสเตอรอล สูงเกิน ปัญหาทั้ง ๒ ประการมีอิทธิพลต่อการเกิด โรคหัวใจหลอดเลือด ความอ้วนและน้ำหนักเกินเป็น ดัชนีบ่งชี้ปัญหาโภชนาการไม่เหมาะสมและการขาด การออกกำลังกาย ระดับโคเลสเตอรอลสูงเกินเป็นอีก ดัชนีที่บ่งชี้ปัญหาทางโภชนาการ เร็วๆ นี้มีการวิจัย เกี่ยวกับการทดลองทางโภชนาการด้วยการให้คนหลายกลุ่มที่มีภูมิหลังแตกต่างกัน เช่น คนที่ไม่มีความ ดันเลือดสูง กลุ่มที่อ้วนและไม่อ้วน คนสีผิวต่างกัน คนที่มีระดับการออกกำลังกายต่างกัน เศรษฐฐานะ ต่างกัน กินอาหารที่อุดมด้วยผัก ผลไม้ ผลิตภัณฑ์จากนมวัวที่มีไขมันต่ำ อาหารที่มีไขมันรวมและไขมัน อิ่มตัวน้อย ลดการบริโภคเนื้อแดง ของหวานและน้ำหวาน พบว่าภายในเวลาเพียง ๔ สัปดาห์ ความ ดันเลือด โคเลสเตอรอลชนิดความหนาแน่นต่ำ (LDL) และกรดอะมิโนโฮโมซีสเตอีนเริ่มลดลง ถ้าจำกัดการ บริโภคเกลือโซเดียมด้วยจะยิ่งช่วยลดความดันเลือด ได้มากขึ้น
คนส่วนใหญ่มักคิดถึงการให้ความรู้เพื่อมุ่งหวังเปลี่ยนพฤติกรรมที่เป็นปัญหา เช่น แนะนำให้คนเลิก สูบบุหรี่ แนะนำให้ออกกำลังกาย ให้ลดน้ำหนักด้วย การคุมอาหาร เป็นต้น วิธีการเช่นนั้นให้ผลจริงสำหรับ คนส่วนน้อย แต่ไม่เพียงพอที่จะหยุดยั้งการระบาดของพฤติกรรมเสี่ยงอันเป็นผลของปฏิสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างชีววิทยา พฤติกรรม และสิ่งแวดล้อม พฤติกรรมการกินและออกกำลังกายซึ่งควบคุมผ่าน สมองจะมีอิทธิพลต่อสมดุลการใช้พลังงานและการปรับตัวทางสรีระ พฤติกรรมเป็นผลของอารมณ์ ความ รู้สึก ความรู้ ค่านิยมที่สะสมผ่านกระบวนการเรียน รู้ตลอดชีวิต โดยมีอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมเข้ามาเกี่ยวข้องเด็กในยุคก่อนทีวีใช้ชีวิตอยู่กับการเล่นนอกบ้านตามลานวัด ตามต้นไม้ ชายทุ่ง ริมถนน สวน สาธารณะ ผิดกับเด็กยุคนี้ที่ชีวิตอยู่หน้าจอคอม-พิวเตอร์ และโทรทัศน์ นี่คือพฤติกรรมถูกกำหนดโดยสิ่งแวดล้อมทุกวันนี้การแก้ปัญหาน้ำหนักเกินด้วยการให้ คำแนะนำหรือใช้ยาผ่านคลินิกลดความอ้วนที่แพร่ หลายเป็นดอกเห็ด โดยละเลยต่ออิทธิพลของสิ่งแวดล้อมจึงไม่ค่อยได้ผลยั่งยืน การแก้ปัญหาอ้วน จึงต้องมุ่งปรับสิ่งแวดล้อมให้เอื้อต่อพฤติกรรมการกินและการออกกำลังกายที่พอเพียง เช่น การจัดบริการขนส่งสาธารณะที่เข้าถึงง่าย ราคาพอควรและปลอดภัย การส่งเสริมให้คนเดินหรือถีบจักรยาน ในระยะทางสั้นๆ (น้อยกว่า ๕ กิโลเมตร) ด้วยการ ออกแบบผังเมืองที่มีบาทวิถีและทางจักรยานอันร่มรื่น สะดวกสบาย และเชื่อมต่อกันเป็นตาข่ายในย่านชุมชน การวางนโยบายการเกษตรและการตลาดที่ส่งเสริมพืช ผัก ผลไม้ให้แพร่หลายและเป็น ที่นิยม ด้วยราคาที่คนส่วนใหญ่ซื้อหาได้ การใช้กลไกทางภาษีส่งเสริมน้ำมันพืชที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงให้แพร่หลายในราคาที่เหมาะสม เป็นต้น
โรคหัวใจ 2
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดหลอดเลือดแดงแข็ง ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคความดันเลือดสูง ไขมันผิดปกติ (ไขมันไม่ดี คือ โคเลสเตอรอลสูงเกินไป หรือไขมันที่ดี คือ เอชดีแอลต่ำเกินไป) การสูบบุหรี่ อายุที่มากขึ้น เพศชายหรือเพศหญิงหลังหมดประจำเดือน ประวัติในครอบครัว เป็นต้น ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ทำให้หลอดเลือดหัวใจตีบแคบลงจนเกิดอาการเจ็บแน่นหน้าอกเวลาออกแรง เวลาโมโหหรือรีบๆ ทำอะไร เนื่องจากเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่พอกับความต้องการเลือดของหัวใจที่เพิ่มขึ้น จนเกิดอาการหัวใจขาดเลือดซึ่งมักจะเป็นๆ หายๆ เรื้อรัง ไม่อันตรายถึงแก่ชีวิต แต่ในกรณีที่เกิดการอุดตันทันทีของหลอดเลือดแดงที่หัวใจ จากการปริแตกเป็นแผลของผนังหลอดเลือดแดงและมีก้อนเลือดมาอุดหลอดเลือดจนตัน ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตาย ผู้ป่วยอาจจะเกิดการเต้นของหัวใจผิดปกติอย่างรุนแรงจนเสียชีวิต หรือเจ็บแน่นหน้าอกอย่างรุนแรง เนื่องจากกล้ามเนื้อหัวใจตาย และเกิดหัวใจวายตามมาได้
พอเข้าสู่วัยกลางคน หลายๆ คนโดยเฉพาะคุณผู้ชายหรือคุณผู้หญิงที่หมดประจำเดือนแล้ว จะเริ่มอยากรู้ว่าตัวเองจะมีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดแดงแข็ง จนเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ อัมพฤกษ์ อัมพาตหรือไม่ โดยเฉพาะคนที่มีปัจจัยเสี่ยงอยู่ บางรายก็ถึงกับเกิดอาการเฉียบพลันของโรคหลอดเลือดแดงแข็งหรือเสียชีวิต แล้วก็เริ่มสงสัยว่า แล้วเราจะเป็นอย่างเขาไหมนี่ วิธีง่ายๆ ที่จะบอกโอกาสเสี่ยงของเรา ก็คือ ต้องรู้ว่าเรามีปัจจัยเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน ได้แก่
ส่วนไขมันโคเลสเตอรอล ถ้าเกิน ๑๙๐ มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร เราก็เริ่มมีโอกาสเสี่ยง ยิ่งสูงมากยิ่งเสี่ยงมากโดยเฉพาะถ้าสูงเกิน ๓๒๐ มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ต้องพบแพทย์เพื่อรักษา สำหรับไขมันเอชดีแอล ซึ่งเป็นไขมันดี ยิ่งต่ำยิ่งเสี่ยงมาก (โดยทั่วไปควรสูงเกิน ๔๐ มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร) นำค่าโคเลสเตอรอลตั้งหารด้วยเอชดีแอล จะเป็นอัตราส่วนไขมันไม่ดีต่อไขมันที่ดี ถ้ามีค่ามากกว่า ๕ ถือว่ามีโอกาสเสี่ยง (ค่ายิ่งสูงยิ่งเสี่ยงมาก) ควรจะไปพบแพทย์ และแพทย์มักจะแนะนำให้งดอาหารและเครื่องดื่มมากกว่า ๑๒ ชั่วโมง แล้วเจาะเลือดอีกครั้งเพื่อตรวจหาค่าไขมัน ไตรกลีเซอไรด์ คำนวณค่าไขมันเอชดีแอลและวางแผนการรักษาป้องกันต่อไป
โรคหัวใจ
วิธีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหาร และการดูแลตัวเองเพื่อลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด มีดังนี้
1. งดอาหารที่มีรสเค็ม
เช่น ไข่เค็ม กะปิ เต้าเจี้ยว ผักดองต่างๆ เต้าหู้ยี้ หมูเค็ม เป็นต้น ควรจำกัดปริมาณการกินเกลือแกง (ไม่เกินวันละ 6 กรัม) คนไทยส่วนใหญ่กินอาหารรสจัดมาก โดยเฉพาะรสเค็ม รสเผ็ด อาหารเค็มจะมีเกลือแกงมาก ซึ่งเมื่อกินเข้าไปจะทำให้ร่างกายดูดน้ำกลับเข้ากระแสเลือดมากขึ้น ปริมาณเลือดในร่างกายมากขึ้น หัวใจจะทำงานหนักขึ้น ผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจจะมีอาการหอบเหนื่อยหรือบวมได้ และหากมีภาวะไตเสื่อมหรือไตวายร่วมด้วย (พบบ่อยในผู้ป่วยโรคหัวใจ) ก็จะส่งผลให้หัวใจทำงานหนักยิ่งขึ้น
2.หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง
จากการศึกษาผู้ป่วยโรคหัวใจที่มีไขมันในเลือดสูง หรือคนปกติที่ไม่เป็นโรคหัวใจแต่มีระดับไขมันในเลือดสูง พบว่าการลดไขมันในเลือดจะช่วยชะลอการตีบของหลอดเลือดหัวใจ โดยทั่วไปการควบคุมอาหารที่มีไขมันสูงจะช่วยลดไขมันในเลือดลงได้ แต่อาจลดลงได้ไม่มากนัก (น้อยกว่าร้อยละ 20) จึงอาจต้องใช้ยาร่วมด้วยในบางราย
อย่างไรก็ตาม การควบคุมอาหารก็ยังเป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากยามีราคาแพง และจำเป็นต้องรักษาระยะยาวจึงจะเห็นผลดีของการลดไขมันในเลือด ไขมันที่ควรหลีกเลี่ยงเป็นไขมันอิ่มตัวที่มาจากสัตว์ มีมากในเนื้อสัตว์ใหญ่ สัตว์ปีก ที่มาจากพืช เช่น เนย มะพร้าว ปาล์ม ร่างกายเราสามารถผลิตไขมันอิ่มตัวได้เอง จึงไม่จำเป็นต้องรับเพิ่มจากอาหาร ยิ่งบริโภคมาก ยิ่งมีผลเพิ่มไขมันไม่ดี (แอลดีแอล-คอเลสเตอรอล) ในเลือดมากขึ้น
3.เน้นอาหารมีกากใย
พบว่าอาหารที่มีกากใยมากจะมีประโยชน์กับสุขภาพ ไม่ว่าจะมีโรคหัวใจหรือไม่ก็ตาม เนื่องจากช่วยลดการดูดซึมไขมัน ป้องกันท้องผูก ช่วยลดโอกาสเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ มีรายงานจากสหรัฐอเมริกาว่าผู้ที่กินอาหารที่มีกากใยเป็นประจำ มีอัตราการเกิดโรคหัวใจลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อาหารที่มีกากใยมากได้แก่ ซีเรียล ข้าวโพด ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ข้าวแดง ขนมปังโฮลวีต จมูกข้าว หัวบุก เป็นต้น ผลไม้ที่มีกากมากได้แก่ ฝรั่ง ส้ม สับปะรด มะละกอ ละมุด เป็นต้น นอกจากนี้อาหารประเภทผักและถั่วก็ให้กากใยมากเช่นกัน
4. งดบุหรี่และหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
โดยจำกัดปริมาณให้ไม่เกิน 1 หน่วยในเพศหญิง และ 2 หน่วยในเพศชายปริมาณ 1 หน่วย คือเบียร์ 360 มิลลิลิตร (1 กระป๋อง) ไวน์ 150 มิลลิลิตร (1 แก้ว) วิสกี้ 45 มิลลิลิตร (15 มิลลิลิตร = 1 ดริ๊งก์)
5. ทำจิตใจให้สบายไม่เครียดและวิตกกังวล หลีกเลี่ยงสิ่งที่จะทำให้อารมณ์เสีย หงุดหงิด โมโห ตื่นเต้น
6. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ออกกำลังกายอย่างน้อยครั้งละ 30 นาที สัปดาห์ละ 3 ครั้ง และควรเป็นการออกกำลังกายชนิดแอโรบิก ได้แก่ เดินเร็ว ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน และเต้นแอโรบิก เป็นต้น การออกกำลังกายจะช่วยให้จิตใจผ่อนคลายจากความเครียดและทำให้หัวใจสูบฉีดโลหิตดีขึ้น
7. น้ำหนักเกินมาตรฐาน
ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติคือ ดัชนีมวลกาย (body mass index หรือ BMI) ไม่ควรเกิน 23 กก./ม.2 โดยคำนวณจากน้ำหนักตัว (เป็นกิโลกรัม) หารด้วยส่วนสูง (หน่วยเป็นเมตร) ยกกำลัง 2 หรือวัดรอบเอวไม่ควรเกิน 32 นิ้วในเพศหญิง และ 36 นิ้วในเพศชาย
วันอาทิตย์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2553
เบาหวาน 4
-ส่วนกลุ่มสุดท้าย ไม่ได้ให้ยาหรือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างไร เป็นกลุ่มเปรียบเทียบ ปรากฏว่าเมื่อ 5 ปีผ่านไป กลุ่มที่สามารถป้องกันเป็นเบาหวานได้มากที่สุดคือกลุ่มที่ควบคุมอาหารและออกกำลังกายสม่ำเสมอได้คือร้อยละ 58 ดังนั้น ในคนที่มีน้ำตาลในเลือดสูง หรือมีความเสี่ยงทางกรรมพันธุ์ อาจจะมีโอกาสป้องกันหรือชะลอการเป็นเบาหวานได้ หากกินอาหารอย่างถูกต้อง และออกกำลังกายสม่ำเสมอ
จงระวังสักนิด เมื่อนิยมกินพืชผักเป็นยา
อย่างไรก็ตาม ก็ขอแนะนำให้ระมัดระวัง หากพืชผักชนิดใดยังไม่ได้ผ่านการพิสูจน์ว่าเป็นยาที่สามารถกินได้ผลและปลอดภัย ก็อย่าบริโภคพืชผักนั้นในรูปของยาที่กินประจำทุกวัน ทางที่ปลอดภัย ก็คือ หันมาบริโภคพืชผักในรูปอาหารธรรมชาติ ตามวิถีที่บรรพบุรุษเราเคยปฏิบัติกันมาจะดีกว่า
เบาหวาน 3
ส่วนผู้อ่านที่มีความเสี่ยงเป็นเบาหวาน เช่น มีบิดา มารดาเป็นเบาหวาน หรือมีน้ำหนักเกินแต่น้ำตาลในเลือดยังไม่ผิดปกติอาจอยู่ในภาวะฟักตัวก่อนเบาหวาน ถ้ากลัวจะเป็นเบาหวานในวันข้างหน้าให้กินอาหารตาม ข้อแนะนำข้างต้น และเพิ่มอาหารแนะนำตามส่วนล่างนี้
อาหารที่ลดการดื้ออินซูลิน
๑. โปรตีน จากปลาน้ำเย็น เช่น ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน ปลาทูน่า ปลาอินทรี (สด) ปลาทะเลต่างๆ ปลา น้ำจืด ไข่จากไก่บ้านหรือเป็ดไล่ทุ่ง แนะให้นึ่ง ย่าง หรือต้มเท่านั้น
๒. ไขมัน จากน้ำมันมะกอกหรือน้ำมันถั่วเหลือง
๓. คาร์โบไฮเดรต จากผักสด และผลไม้ที่ไม่หวาน มาก ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต
๔. เส้นใยอาหารที่ละลายน้ำได้ จากฝรั่ง แอปเปิ้ล สาลี่ต่างๆ แก้วมังกร ถั่วต่างๆ ข้าวโอ๊ต เมล็ดแมงลัก เมล็ดสำรอง (ดูปริมาณน้ำตาลด้วย) ถ้ากินฝรั่งครึ่งผลให้ตัดโควต้าข้าวออก ๑ ส่วนด้วยเพราะฝรั่งมีแป้งมาก
๕. ธาตุโพแทสเซียม จากแป้งถั่วเหลือง ผลแอบ-ปริคอต มะเขือเทศ ลูกเกด กล้วย มันฝรั่งอบพร้อมเปลือก
๖. พืชผักที่ช่วยลดน้ำตาลในกระแสเลือด ได้แก่ หอมหัวใหญ่ ผลมะระ และชาอบเชย
อาหารที่เพิ่มการเผาผลาญกลูโคส
๑. อาหารที่มีวิตามินบี ๓ ได้แก่ ปลา รำข้าว จมูกข้าว ข้าวกล้อง ไข่ เนื้อไก่ อินทผลัม และลูกพรุน ทั้งนี้ต้องกินอาหารที่มีธาตุโครเมียมด้วยเพื่อช่วยลำเลียงกลูโคสไปยังแหล่งเผาผลาญอย่างมีประสิทธิภาพและลดปริมาณอินซูลินในกระแสเลือด อาหารที่มีธาตุโครเมียม ได้แก่ บร็อกโคลี่ น้ำองุ่น น้ำส้ม มันฝรั่ง ถั่วแขก เนื้อวัว แอปเปิ้ล (พร้อมเปลือก) และกล้วย
๒. อาหารที่มีวิตามินบี ๖ ได้แก่ รำข้าว จมูกข้าว ข้าวกล้อง ตับ ปลา ถั่วเหลือง แคนทาลูป กะหล่ำปลี ไข่ ข้าวโอ๊ต และผลเกาลัด
๓. อาหารอุดมวิตามิน ดี ได้แก่ น้ำมันตับปลา ปลาซาร์ดีน ปลาแซลมอน ปลาทูน่า และให้ผิวหนังได้รับแสงแดดยามเช้าวันละ ๑๕ นาทีสัปดาห์ละ ๓ วันโดยไม่ทาครีมกันแดด
๔. อาหารอุดมธาตุสังกะสี ได้แก่ เนื้อแดง ตับ จมูกข้าวสาลี โยเกิร์ต เมล็ดฟักทอง ข้าวโอ๊ต ผักขม ไข่ อาหารทะเลทุกชนิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งหอยนางรม
๕. อาหารที่อุดมด้วยแมกนีเซียม ได้แก่ เต้าหู้ ข้าวกล้อง ถั่ว เมล็ดพืช กล้วยหอม และผักสีเขียวเข้ม (เช่น คะน้า ใบช้าพลู) บร็อกโคลี่ที่ปรุงด้วยความร้อนต่ำ (เช่น กินสด หรือการนึ่ง)
๖. อาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระจากแหล่งธรรมชาติ ได้แก่ ผักผลไม้ที่มีสีม่วงแดงและสีน้ำเงิน ได้แก่ น้ำกระเจี๊ยบ (ต้มเองแบบไม่หวาน) น้ำดอกอัญชัน ลูกหว้า ผลบลูเบอร์รี่ ราสเบอร์รี่ สตรอเบอร์รี่ ผลตำลึง สุก ชมพู่ม่าเหมี่ยวและชมพู่สีแดงอื่นๆ เมล็ดทับทิม เนื้อผลแก้วมังกรสีม่วง เยื่อเมล็ดผลฟักข้าว บีตรูต แตงโม มะเขือเทศและซอสมะเขือเทศ ผลองุ่นม่วง (ระวังน้ำตาล) ที่มองเห็นไม่ชัดแต่มีคุณค่าคือผลไม้สีขาว ได้แก่ฝรั่ง ลำไย (ระวังน้ำตาล) แก้วมังกรสีขาว แอปเปิ้ล ผักใบเขียวเข้ม
๗. อาหารที่มีธาตุแมงกานีส ได้แก่ ข้าวโอ๊ตสับปะรดและน้ำสับปะรด (ไม่ใส่น้ำตาล) ข้าวกล้อง ผักขม เมล็ดอัลมอนด์ และถั่วลิสง
๘. อาหารที่มี แอล-คาร์นิทีน ได้แก่ เนื้อแดง เนื้อไก่ ปลา ไข่ (ยิ่งสุกน้อยยิ่งมีสารดังกล่าวมาก)
๙. อาหารที่อุดมด้วยธาตุวาเนเดียม ได้แก่ ปลา มะกอกฝรั่ง และข้าวกล้อง
รู้จักกิน ควบคุมเบาหวานได้
หัวใจสำคัญของการควบคุมเบาหวาน คือ การกินอาหารให้พอดีกับความต้องการของร่างกายไม่มากหรือน้อยเกินไป การกินมากเกินไปจะทำให้น้ำตาลขึ้นสูงหรือ ขึ้นเร็วเกินไป ในขณะดียวกันถ้ากินน้อยเกินไปอาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไปจนเป็นอันตรายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนเป็นเบาหวานที่มีการฉีดอินซูลิน ที่จริงแล้ว หลักการกินอาหารสำหรับผู้ที่เป็นเบาหวานก็ไม่แตกต่างจากหลักการกินเพื่อให้มีสุขภาพที่ดีของคนทั่วไป คือการกินอาหารให้ครบทุกหมวดหมู่ให้ถูกสัดส่วน ปริมาณพอเหมาะ และมีความหลากหลาย
ในหมวดข้าวแป้งซึ่งเป็นอาหารหลักที่ให้พลังงานกับร่างกาย คนเป็นเบาหวานควรเลือกกินข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ขนมปังโฮลวีท หรือแป้งที่ไม่ขัดสีมากกว่า ข้าวขาว เพราะร่างกายย่อยและดูดซึมได้ช้ากว่า ระดับน้ำตาลในเลือดจึงไม่ขึ้นสูงเร็ว ที่สำคัญต้องระวังปริมาณที่กินอย่าให้มากเกินไป โดยทั่วไปไม่ควรเกินมื้อละ ๒-๓ ทัพพี ยกเว้นในคนที่ทำงานหนักต้องใช้แรงมาก หรือเล่นกีฬาอาจต้องการมากขึ้น คนเป็นเบาหวานควรเน้นการกินผักให้มากขึ้น ผักส่วนใหญ่มีใยอาหารสูงจึงช่วยให้กระบวนการย่อยและการดูดซึมเกิดขึ้นช้าๆ ร่างกายดูดซึมน้ำตาลไปใช้ได้ดีขึ้น จึงไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง นอกจากนี้อาหารที่มีใยอาหารสูงทำให้อิ่มท้อง กินอาหารได้น้อยลง จึงช่วยในการลดน้ำหนัก ส่งผลให้การทำงานของอินซูลินดีขึ้น จึงช่วยลดความรุนแรงของโรคเบาหวานลงได้โดยปกติควร กินผักต่างๆ ให้ได้อย่างน้อยวันละ ๕-๖ ทัพพี ถ้าเป็นผักสด ลวก หรือต้ม จะดีกว่าการนำผักไปผัดหรือทอดเพราะอาจทำให้ได้ไขมันมากเกินไป
คนเป็นเบาหวานกินผลไม้ได้แต่ต้องระวังปริมาณไม่ให้มากเกินไป ไม่ควรกินผลไม้รสหวานจัด และไม่ควรกินครั้งละมากกว่า ๑ ส่วน สามารถกินได้วันละ ๓-๔ ครั้ง หลังอาหารหรือเป็นอาหารว่าง ปริมาณผลไม้ ๑ ส่วน จะ แตกต่างกันขึ้นอยู่กับขนาดความหวานหรือปริมาณคาร์โบไฮเดรต ซึ่งพอจะกะประมาณได้ ดังนี้
• ผลไม้ผลเล็ก ๑ ส่วน = ๕-๘ ผล เช่น ลำไย ลองกอง องุ่น
อาหารจำพวกเนื้อสัตว์คนเป็นเบาหวานต้องการไม่แตกต่างไปจากคนปกติ คือวันละประมาณ ๖-๙ ช้อนโต๊ะ ยกเว้นคนที่มีปัญหาเรื่องไตร่วมด้วยควรลดปริมาณลง เนื้อสัตว์ที่กินควรเป็นชนิดที่มีไขมันน้อย สำหรับนมถ้าไม่มีปัญหาเรื่องการย่อยนม ควรดื่มนมจืดพร่องมันเนยหรือไม่มีไขมันวันละ ๑ แก้ว ควรหลีกเลี่ยงนมปรุงแต่งรสหรือนมเปรี้ยวทุกชนิด เพราะนมเหล่านี้มีการเติมน้ำตาลเพิ่มมากกว่าที่มีอยู่ในนมตามธรรมชาติ ทำให้การควบคุมเบาหวานยากขึ้น
คนเป็นเบาหวานควรหลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูงโดยเฉพาะไขมันจากสัตว์ และระวังไม่ใช้น้ำมันในการประกอบอาหารมากเกินไป การลดอาหารไขมันจะช่วยควบคุมน้ำหนักตัว ทำให้อินซูลินทำงานดีขึ้น จึงควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังควรลดอาหารเค็มเพื่อป้องกันความดันเลือดสูงและไตเสื่อม และ หลีกเลี่ยงการกินขนมหวานหรือการใช้น้ำตาลในการปรุงอาหารโดยไม่จำเป็น ถ้าอยากกินขนมหวานควรลดข้าวในมื้อนั้นลง และกินผักให้มาก หรืออาจใช้น้ำตาลเทียมแทนก็ได้ ปริมาณอาหารที่กินมีส่วนสำคัญต่อการควบคุมระดับน้ำตาลและไขมันอย่างมาก ฉะนั้นควรกินแต่พออิ่ม และหมั่นชั่งน้ำหนักตัวเป็นระยะ ระวังไม่ให้มีน้ำหนักเพิ่มขึ้น ถ้าน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นแสดงว่ากินมากเกิน หรือกินไม่ถูกสัดส่วน ควรลดปริมาณอาหารที่กินลงอีก แต่ถ้าเป็นผู้ที่มีน้ำหนักเกินอยู่แล้ว การที่น้ำหนักค่อยๆ ลดลงและเรารู้สึกสบายดีก็ถือว่าปริมาณอาหารที่กินนั้นเหมาะสม ถ้าไม่แน่ใจว่ากินได้ถูกต้องคนเป็นเบาหวาน อาจปรึกษานักกำหนดอาหารหรือนักโภชนาการ เพื่อเรียนรู้ชนิดและปริมาณอาหารที่เหมาะสม
การกินอาหารเป็นเวลาเป็นเรื่องสำคัญต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ คนเป็นเบาหวานจึงควรกินอาหารวันละ ๓ มื้อ (ยกเว้นผู้เป็นเบาหวานที่ ฉีดอินซูลิน อาจต้องกินอาหารว่างตอนบ่าย หรือก่อนนอนด้วย) หลีกเลี่ยงการกินจุบจิบ หรือการงดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง
วันศุกร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2553
เบาหวาน 2
สารต้านเบาหวานในมะระได้แก่สารชาแรนทิน ซึ่งมี ฤทธิ์ต้านเบาหวานได้ดีกว่ายา tolbutamide นอกจากนี้ พบ สารไวซีน (vicine) โพลีเพปไทด์-พี และสารออกฤทธิ์อื่นที่ กำลังศึกษากันอยู่ โพลีเพปไทด์-พี ออกฤทธิ์ลดน้ำตาลใน เลือดเมื่อฉีดแบบอินซูลินให้กับผู้ป่วยเบาหวานประเภท 1
ฤทธิ์ต้านเบาหวานของมะระได้ถูกศึกษาอย่างมากมาย ทั้งโดยการเพาะเลี้ยงเซลล์ การศึกษาในสัตว์ทดลอง และการศึกษาทางคลินิก สารจากมะระให้ผลทั้งในแง่การควบคุมปริมาณการหลั่งอินซูลิน และเปลี่ยน แปลงเมแทบอลิซึมของกลูโคส
การแพทย์ทางเลือกของสหรัฐอเมริกาแนะนำการใช้น้ำคั้นผลมะระ (เชื่อว่าเป็นมะระจีน) เพื่อรักษาระดับน้ำตาลในเลือดผู้ป่วยเบาหวาน ทั้งนี้จากผลการศึกษาทางคลินิกและจากรายงานการแพทย์ทางเลือกประเทศต่างๆ เช่น อินเดีย ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ แอฟริกาใต้ เป็นต้น โดยใช้น้ำคั้นผลสด 4 ช้อนโต๊ะ วันละ 3 เวลา
มะเขือพวกับเบาหวาน
งานวิจัยที่ศึกษาปฏิกิริยาต้านอนุมูลอิสระของเครื่องดื่มจากมะเขือพวงแห้ง พบว่าน้ำสมุนไพรมะเขือพวงสามารถลดระดับอนุมูลอิสระซูเปอร์ออกไซด์ หรืออนุมูลอิสระไนทริกออกไซด์ในเลือดหนูที่เป็นเบาหวานได้ ซึ่งเป็นอนุมูลอิสระที่ก่อให้เกิดสภาวะเครียดในหนูทดลองที่มีอาการของโรคเบาหวาน ส่งผลต่อสภาวะเครียดออกซิเดชันในเม็ดเลือดแดง น้ำสมุนไพรมะเขือพวงลดไขมันที่ถูกออกซิไดซ์เป็นไขมันไม่ดีในหนูที่มีอาการเบาหวาน นอกจากนี้พบว่าระดับน้ำตาลในเลือดของหนูเบาหวานลดลงด้วย
มะเขือพวงมีประโยชน์ต่อสุขภาพ
มะเขือพวงเป็นพืชที่ช่วยเสริมสุขภาพ โดยมีสรรพคุณตามตำราแพทย์แผนไทยคือ ช่วยเจริญอาหาร ย่อยอาหาร ช่วยระบบขับถ่าย บำรุงธาตุ ขับเสมหะ แก้ไอ ช่วยให้โลหิตหมุนเวียนดี แก้ฟกช้ำ ไอเป็นเลือด ฝีบวมมีหนอง
ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ได้แสดงคุณสมบัติที่เด่นชัดของมะเขือพวง ในการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของลำไส้เพื่อตอบสนองต่อสารพิษที่เข้ามายังระบบทางเดินอาหาร มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระช่วยป้องกันความเสื่อมและแก่ก่อนวัย มีฤทธิ์ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในโรคเบาหวาน อีกทั้งยังมีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายหลายชนิด
ต้น ใบ และผล เป็นยาเย็นรสจืด ทำให้โลหิตหมุนเวียนดี แก้ปวด ฟกช้ำ ตรากตรำทำงานหนัก กล้ามเนื้อบริเวณเอวฟกช้ำ ไอเป็นเลือด ปวดกระเพาะ ฝีบวมมีหนอง อาการบวมอักเสบ ขับเสมหะ
ต้น อินเดียใช้น้ำสกัดจากต้นมะเขือพวงแก้พิษแมลงกัดต่อยใบสด น้ำคั้นใบสดใช้ลดไข้ ในแคเมอรูนใช้ใบห้ามเลือด ใช้เป็นยาระงับประสาท พอกให้ฝีหนองแตกเร็วขึ้น แก้ปวด ทำให้ฝียุบ แก้ชัก ไอหืด ปวดข้อ โรคผิวหนัง ขับปัสสาวะ ขับเหงื่อ และแก้ซิฟิลิสผล ผลของมะเขือพวงมีรสขื่น เฝื่อน อมเปรี้ยวเล็กน้อย หลายประเทศนำผลมาต้มน้ำกรองน้ำดื่ม มีสรรพคุณในการขับเสมหะ ช่วยระบบย่อยอาหาร รักษาอาการเบาหวานประเทศจีนใช้ต้มน้ำดื่มแก้ไอและบำรุงเลือด ทำให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรง ผลแห้งย่างกินแกล้มอาหารบำรุงสายตาและรักษาอาการติดเชื้อแบคทีเรีย อินเดียกินผลเพื่อบำรุงตับ ช่วยบรรเทาโรคแผลในกระเพาะอาหาร ขับปัสสาวะ ช่วยย่อย และช่วยให้ผ่อนคลายง่วงนอน บำรุงตับ
โรคเบาหวานประเภทที่ ๒ มักพบในผู้ใหญ่ที่มี อายุมากกว่า ๔๐ ปีขึ้นไป โดยเบาหวานชนิดนี้เกิดจากการที่อินซูลินไม่ทำงานหรือทำงานน้อย ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากพันธุกรรม แต่อีกส่วนหนึ่งเกิดจากการมีน้ำตาลมากเกินไปในร่างกาย อันเนื่องมาจากการบริโภคเกิน และการขาดการออกกำลังกาย
เบาหวาน
เบาหวานได้ชื่อว่าเป็น "ภัยเงียบ" หรือ "เพชฌฆาตมืด" (silent killer) เพราะเป็นโรคที่ไม่ปรากฏอาการ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะรู้สึกแข็งแรงเช่นคนปกติทั่วไป จะไม่รู้ว่าตัวเองมีโรคเบาหวานซ่อนเร้นอยู่ ซึ่งจะค่อยๆ บ่อนทำลายร่างกายลงทีละน้อย จนในที่สุดปรากฏอาการของโรคแทรกซ้อนอันตราย เช่น โรคหัวใจ อัมพาต โรคติดเชื้อต่างๆ
1. ส่วนใหญ่เป็นความผิดปกติที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม (สายเลือด) มักมีพ่อแม่พี่น้องเป็นเบาหวานร่วมด้วย และอาจเป็นกันหลายคนในครอบครัวเดียวกัน (ได้ชื่อว่า "ครอบครัวเบาหวาน") สามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่
เบาหวานชนิดที่ 1 เป็นเบาหวานชนิดรุนแรง พบเป็นได้ตั้งแต่วัยเด็กและในคนอายุต่ำกว่า 20 ปี โดยที่ไม่มีภาวะน้ำหนักเกิน และมีอาการไม่สบายชัดเจน คือ ปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำบ่อย หิวข้าวบ่อย อ่อนเพลีย น้ำหนักลด จำเป็นต้องรักษาด้วยยาฉีดอินซูลินทุกวัน เนื่องจากผู้ป่วยชนิดนี้เกิดจากความผิดปกติของตับอ่อนที่ไม่สามารถผลิตอินซูลิน* ถ้าหากขาดยาฉีดอินซูลินก็อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น หมดสติจากภาวะคีโตนในเลือดสูงได้ (คีโตน มีพิษต่อสมอง ทำให้หมดสติ) เบาหวานชนิดที่ 1 นี้พบได้น้อยกว่าชนิดที่ 2 มาก
เบาหวานชนิดที่ 2 เป็นชนิดที่พบได้บ่อยมาก (ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเบาหวานชนิดนี้) มักไม่มีอาการแสดงชัดเจน (ได้ชื่อว่า "เพชฌฆาตมืด") มักพบในคนอายุมากกว่า 30 ปี ที่มีรูปร่างท้วม (น้ำหนักเกิน) หรือ อ้วน ซึ่งพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายหลายเท่า ในปัจจุบันพบเบาหวานชนิดนี้ในเด็กอ้วนได้บ่อยขึ้นกว่าแต่ก่อน มักตรวจพบเมื่อผู้ป่วยมาขอตรวจเช็กสุขภาพ (โดยที่ร่างกายแข็งแรงดี) โดยพบว่ามีระดับน้ำตาลสูงถึงขั้นที่เป็นโรค (ระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร 8 ชั่วโมง มีค่าเท่ากับหรือมากกว่า 126 มก./ดล.) แต่ยังไม่สูงมากถึงขั้นแสดงอาการ (ระดับน้ำตาลในเลือดมีค่าเท่ากับหรือมากกว่า 200 มก./ดล.)
เบาหวานชนิดที่ 2 สามารถรักษาด้วยการใช้ยาลดน้ำตาลชนิดกิน ควบคู่กับการควบคุมอาหารและน้ำหนักตัว หากปล่อยปละละเลยแม้จะไม่มีอาการก็สามารถเกิดโรคแทรกซ้อนตามมาในระยะยาว (5-10 ปีต่อมา) ได้ส่วนน้อยเกิดจากพฤติกรรม ที่สำคัญคือ การบริโภคเกินจนเป็นโรคอ้วน (ดัชนีมวลกายมากกว่า 30 กก./เมตร2 ความอ้วนทำให้ร่างกายดื้อต่ออินซูลิน) การดื่มสุราจัดอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นโรคตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง ตับอ่อนไม่สามารถผลิตอินซูลินได้เพียงพอ.
กินอย่างไรให้ไกลเบาหวาน%20(สำหรับคนที่ยังไม่เป็น)
ถ้าผู้อ่านต้องการรู้ว่าเป็นเบาหวานหรือไม่ ให้พบแพทย์เพื่อตรวจเลือด แพทย์จะเป็นผู้วินิจฉัยโรค สำหรับผู้ที่อายุ ๓๕ ปีขึ้นไปแนะนำให้ตรวจเบาหวานปีละครั้ง ไม่ว่าจะอ้วนหรือไม่ก็ตามกันไว้ดีกว่าแก้
สรุปอย่างง่ายๆ ว่า ถ้าผู้อ่านเข้าใจตรงกันว่า ร่างกาย มนุษย์ถูกสร้างมาให้เผาผลาญคาร์โบไฮเดรตได้ในระดับ หนึ่ง การกินเมล็ดธัญพืชที่ขัดสีน้อยดีกว่าการกินเมล็ดธัญพืชขัดขาว น้ำตาลขัดขาวเป็นของที่ควรจำกัดการกิน แต่เป็นสารที่พบทั่วไปในผลิตภัณฑ์อาหารทุกชนิด เพราะมนุษย์ปัจจุบันถูกเลี้ยงให้ติดรสหวาน (เด็กไทยดื่มนมรสหวานที่ได้รับจากโรงเรียนมากว่า ๓๐ ปีแล้ว เด็กฝรั่งดื่มนมรสจืด) และน้ำตาลเป็นสารปรุงรสราคาถูก
อ่าจจะสามารถเลือกกินอาหารประจำวันให้มาจากข้าวกล้อง หรือขนมปังโฮลวีต ในปริมาณที่ไม่เกินความสามารถในการจัดการของร่างกาย (ขนมปัง ๖-๘ แผ่นต่อวัน หรือข้าวสุกหนึ่งถ้วยภัตตาคารจีนไม่เกินหกถ้วย หรือข้าวครึ่งขนมปังครึ่งต่อวัน ถ้ากินเค้กก็ต้องหักข้าวออก ๑ ส่วน) ลดน้ำตาลให้มากที่สุดจากการจำกัดการกินขนมเบเกอรี่ ไอศกรีม ขนมน้ำแข็งไส น้ำผลไม้ที่ไม่ได้คั้นเอง กาแฟ ชาเย็น ชาเขียวสำเร็จ โอเลี้ยง เป็นต้น
กินผักและผลไม้เพิ่ม และออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ ๓ วันโดยการเดินวันละ ๔๐ นาที ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีแรงทำงาน ผู้อ่านจะกระฉับกระเฉงขึ้นมาก ถ้าปฏิบัติได้ตามนี้ในขณะที่ยังไม่เป็นเบาหวานผู้อ่านจะไกลเบาหวานไปอีกนาน
กินน้ำตาลอย่างไรให้ปลอดภัยและอายุยืน
๑. ลดน้ำตาลในการปรุงอาหารลงมาครึ่งหนึ่ง เติมน้ำตาลในเครื่องดื่มให้น้อยลง ดื่มน้ำผลไม้สด (ถ้าไม่ผสมน้ำตาลยิ่งดี) แทนน้ำอัดลม
๒. กินผลไม้สดมากๆ เพราะจะได้รับทั้งวิตามิน เกลือแร่ และกากจำนวนมาก และยังได้ความหวาน จากน้ำตาลฟรักโทส และกลูโคส
๓.ก่อนซื้ออาหารชนิดใด ควรอ่านฉลากดูปริมาณน้ำตาลข้างภาชนะบรรจุ ว่ามีน้ำตาลซูโครส แล็กโทส ฟรักโทส มอลโทส น้ำเชื่อม น้ำผึ้ง กี่เปอร์เซ็นต์
ไม่ควรกินน้ำตาลเกิน ๕๐-๗๕ กรัม หรือประมาณ ๓ ช้อนโต๊ะเศษๆ ในแต่ละวัน เพราะปริมาณ น้ำตาลที่ร่างกายต้องการไม่ควรเกิน ร้อยละ ๑๐ ของปริมาณแคลอรีที่ร่างกายต้องการทั้งหมดต่อวัน (๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ แคลอรี) ซึ่งจะมากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นกับพลังงานที่เราใช้ไป
กินน้ำตาลสีรำแทน